1.มาตรการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สถานการณ์ในประเทศไทย

ประเทศไทยใช้มาตรการควบคุมการโฆษณาแบบบางส่วน (Partial Ban) ซึ่งหมายถึงการควบคุมหรือห้ามการโฆษณาในบางส่วนและอนุญาตในบางส่วน โดยแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และขึ้นอยู่กับกฎหมายหลายฉบับ

พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ห้ามโฆษณาด้วยภาพการ์ตูน ห้ามเด็กบริโภค รวมถึงห้ามการแฝงสินค้าและโฆษณาทางอ้อมในรูปแบบต่างๆ แต่ยังมีช่องว่างที่ไม่สามารถครอบคลุมได้ครบถ้วน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสื่อสารข้ามพรมแดน การสื่อสารออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา และการใช้ตราเสมือนโฆษณาหรือการใช้ตัวแทนโฆษณา

บทเรียนจากต่างประเทศ

ออสเตรเลีย ใช้ระบบ Pre-screen Code of Practice โดยมีใจความหลักคือการไม่มุ่งเป้าไปที่เยาวชน และให้รัฐกำกับดูแลเนื้อหาได้ ข้อดีคือสามารถกล่าวโทษผู้กระทำผิดได้ แต่มีจุดอ่อนคือหากขั้นตอนใช้เวลานาน ภาคเอกชนอาจอ้างเรื่องความเสียหายทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่เรื่องการอุปถัมภ์กีฬา การใช้ Influencer และโฆษณาแฝงที่อาจไม่จำเป็นต้องผ่าน Pre-screen

สหรัฐอเมริกา ใช้มาตรการแบบกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือกฎหมายการค้าที่เป็นธรรม โดย FTC เป็นผู้พิจารณา เช่น กรณีที่มียี่ห้อบุหรี่ใช้ภาพการ์ตูนซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมต่อเด็ก

2.มาตรการควบคุมจุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สถานการณ์ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในด้านสถานที่ โดยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ดังนี้

มาตรา 27 ว่าด้วยอายุและใบอนุญาต โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ใบอนุญาตประเภทที่ 1 สำหรับการขาย 10 ลิตรขึ้นไป ซึ่งห้ามจำหน่าย ณ สถานที่ที่กำหนด และใบอนุญาตประเภทที่ 2 สำหรับการขายสุราทุกชนิดครั้งหนึ่งจำนวนต่ำกว่าสิบลิตร

ส่วนมาตรา 31 กล่าวถึงการห้ามบริโภคในสถานที่ที่กำหนด พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 กำหนดเรื่องการควบคุมใบอนุญาต รวมถึงห้ามเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และห้ามนำสุราอื่นเจือปนในสินค้า

ระบบใบอนุญาตในต่างประเทศ

สหราชอาณาจักร มีการแบ่งใบอนุญาตหลายประเภท ได้แก่ On Premise (สถานที่จำหน่ายสุราแบบนั่งดื่ม), Club Premise/สมาคม ชมรม ที่มีสมาชิกอย่างน้อย 25 คน, Occasional License (อนุญาตตามวาระโอกาสชั่วคราว), Personal License (ใบอนุญาตสำหรับผู้ที่จะประกอบธุรกิจแบบ On Premise) และ Community License (ใบอนุญาตเฉพาะบางพื้นที่) โดยค่าธรรมเนียมจะแบ่งเป็นระดับ 1–5 พิจารณาตามเรทของยอดขายต่อปี

3.มาตรการกำหนดประเภทบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขาย

สถานการณ์ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่ควบคุมเรื่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกอบด้วย

กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ห้ามขายสุราตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนเลือกตั้ง ถึง 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ห้ามขายสุราแก่เด็ก ห้ามเด็กดื่มสุรา และห้ามไม่ให้เข้าไปในสถานที่เฉพาะเพื่อการจำหน่ายสุรา พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2530 ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 05.00–22.00 น. และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 378 กำหนดโทษอาญาต่อผู้คนเมาเป็นเหตุให้มีการก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะ

นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2546 ที่ห้ามเด็กเข้าทำงานและเข้าใช้สถานบริการ รวมทั้งคำสั่ง คสช. ที่ 22/58 และ 46/59 กำหนดให้สถานบริการต้องขายแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 18.00–24.00 น. เท่านั้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้เมาห้ามขับและตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ได้ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ห้ามผู้ได้รับใบอนุญาตขนส่งขับรถขณะมึนเมา

4.มาตรการฉลากและบรรจุภัณฑ์

สถานการณ์ในประเทศไทย

ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2558 กำหนดให้ห้ามแสดงข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่อาจเกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม และกำหนดให้คำเตือนต้องเป็นตัวหนังสือสีขาวดำในกรอบสี่เหลี่ยม ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดว่าห้ามจำหน่ายสุราแก่เด็กต่ำกว่า 18 ปี และระบุข้อความว่า เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรดื่ม และการดื่มสุราทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง

สถานการณ์ในต่างประเทศ

ทั่วโลกมี 47 ประเทศที่มีกฎหมายฉลากคำเตือน โดยการพัฒนากฎหมายฉลากคำเตือนเบื้องต้นสามารถเรียนรู้จากกรณีศึกษาของมาตรการฉลากและบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ยาสูบและอาหาร

ฝรั่งเศส มีฉลากแนะนำให้งดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะตั้งครรภ์ โดยมีผลบังคับใช้ในราชอาณาจักรฝรั่งเศสและดินแดนโพ้นทะเล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีบทลงโทษแก่คนที่ขายให้กับสตรีมีครรภ์ และฉลากดังกล่าวยังไม่มีผลเข้มงวดต่อการส่งออก

5.มาตรการควบคุมการผลิต

สถานการณ์ในประเทศไทย

การขออนุญาตผลิตสุราตามมาตรา 153 กำหนดให้ยื่นคำขออนุญาตต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สุราแช่ สุรากลั่น และยกเว้นสุราที่มีดีกรีไม่เกิน 0.5 ซึ่งไม่ถือว่าเป็นสุรา

การกำหนดราคาค่าธรรมเนียมแบ่งตามชนิดของสุราและประเภทของบุคคล เมื่อได้รับใบอนุญาตผลิต ผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ในประกาศกรมสรรพสามิต ซึ่งครอบคลุมมาตรการควบคุมมาตรฐานและคุณภาพ 6 ด้าน ได้แก่ วิธีการผลิต การใช้วัตถุดิบ การดำเนินการผลิต การจัดเก็บสุรา การตรวจวิเคราะห์ และการใช้ฉลากและภาชนะบรรจุ รวมถึงแสตมป์สรรพสามิต

สถานการณ์ในต่างประเทศ

สหราชอาณาจักร การขอใบอนุญาตจะแตกต่างกันไปตามประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี ไวน์และไซเดอร์ที่ทำขึ้นเพื่อบริโภคในครัวเรือนไม่จำเป็นต้องขอ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

สิงคโปร์ มี 1 ใบอนุญาตสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ค่าธรรมเนียมขึ้นกับประเภทกิจกรรมและปริมาณผลิต โดยต้องจ่ายก่อนรับใบ 1 ปี

สหรัฐอเมริกา มีความหลากหลายตามแต่ละมลรัฐ ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี และมีค่าธรรมเนียมที่สูง เช่น มลรัฐอิลลินอยส์มีการแบ่งใบอนุญาตถึง 10 ประเภทตามประเภทเครื่องดื่มและปริมาณการผลิต

6.มาตรการควบคุมการขายอย่างรับผิดชอบ

สถานการณ์ในประเทศไทย

พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีปัญหาสำคัญคือผู้ขายยังไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดต่อความเสียหายแก่ผู้อื่นจากลูกค้าที่เมาออกจากร้านแล้วขับรถ ถึงแม้จะมีการออกระเบียบและแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน (ปี 2555) แต่ยังขาดเอกภาพในการบังคับใช้และการประสานงานหลายฝ่ายทำให้การควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีคำพิพากษาคดีฝ่าฝืนเวลาขาย และไม่มีคดีขายให้คนเมา

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม 5 ด้าน ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ ภาระค่ารักษาและบำบัด ปัญหาเมาแล้วขับ ความอบอุ่นในครอบครัวลดลง และความรุนแรงและอาชญากรรม

บทเรียนจากต่างประเทศ

แคนาดา (มลรัฐออนแทริโอ) มีแนวคิด Commercial Host Liability คือหากลูกค้าที่ดื่มจากร้านไปก่ออันตราย ผู้ขายอาจต้องรับผิดทางแพ่ง โดยผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าร้านประมาท (Schmidt Rule) จากคดี Schmidt v. Sharpe et al. (1983) ศาลตัดสินให้ Sharpe รับผิด 55% เจ้าของโรงแรมที่ขายเหล้าให้ผู้เยาว์รับผิด 15% และ Schmidt รับผิด 30% ที่ประมาทร่วม

สหรัฐอเมริกา (มลรัฐอิลลินอยส์) ใช้หลัก Strict Liability คือผู้เสียหายแสดงเพียงหลักฐานความเสียหาย ศาลจะสันนิษฐานว่าผู้ขายมีส่วนผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ผิด

7.มาตรการควบคุมวันและเวลาขาย

สถานการณ์ในประเทศไทย

ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 อนุญาตให้ขายในเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. และสามารถกำหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นได้ตามความจำเป็น รวมถึงห้ามขายแอลกอฮอล์ในวันหรือเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มีข้อยกเว้นสำหรับการขายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ

สถานการณ์ในต่างประเทศ

หลายประเทศมีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เรื่องวันและเวลาขายในช่วงที่ผ่านมา เช่น เนเธอร์แลนด์ เมืองอัมสเตอร์ดัมอนุญาตให้ร้านสามารถขายได้นานขึ้นอีก 1 ชั่วโมง (ค.ศ. 2009) สหรัฐอเมริกา 14 รัฐยกเลิกการห้ามขายในวันเสาร์ระหว่างปี ค.ศ. 1995–2008 อังกฤษและเวลส์ยกเลิกการห้ามขายในวันอาทิตย์ในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 ตาม License Act (2013) ส่วนมลรัฐออนแทริโอ แคนาดา ขยายเวลาขายในร้านที่มีใบอนุญาตจาก 01.00 น. เป็น 02.00 น. ใน ค.ศ. 1996

เยอรมนี ห้ามขายสุราเวลา 22.00–05.00 น. ในร้านที่ไม่มีที่นั่งดื่ม (ค.ศ. 2010) ส่วน สก็อตแลนด์ และ สวีเดน เคยห้ามขายในวันเสาร์-อาทิตย์ในช่วงปี ค.ศ. 1981

8.มาตรการควบคุมราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สถานการณ์ในประเทศไทย

มาตรการหลักที่ใช้บังคับคือพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุราตามกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 152 มีเงินบำรุง โดยมีภาษีสรรพสามิตเป็นมาตรการหลัก โดยแบ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็น 3 ประเภท ได้แก่ เบียร์ สุราแช่ และสุรากลั่น (ยกเว้นดีกรีไม่เกิน 0.5 ไม่ถือว่าเป็นสุรา) ซึ่งภาษีสรรพสามิตคิดเป็นเกือบ 40% ของราคาขายปลีก

พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 30(3) กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย” ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยเสริมผลของมาตรการอื่น

สถานการณ์ในต่างประเทศ

มาตรการที่ส่งผลต่อราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ถูกกล่าวถึงในระดับสากลมี 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ มาตรการทางภาษี และการกำหนดราคาขั้นต่ำ

การกำหนดราคาขั้นต่ำสามารถใช้เพื่อลดพฤติกรรม Pre-drinking ได้ มีการวิจัยสรุปว่าการเพิ่มขึ้นของราคานำไปสู่การลดลงของการบริโภค และเมื่อราคาลดลงการบริโภคก็เพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลจาก Global Survey on Alcohol and Health ค.ศ. 2016 พบว่าเมื่อราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.91% นักดื่มเพศหญิงลดลง 26% และมีผู้บริโภค 95% ลดการดื่มลง 7%

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของมาตรการทางภาษีคือเมื่อราคาเครื่องดื่มชนิดหนึ่งสูงขึ้น ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปดื่มชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าทดแทน หรืออาจเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่อยู่นอกระบบภาษี เช่น เครื่องดื่มที่ลักลอบนำเข้า

ปัจจุบันหลายประเทศมีการใช้ 3 มาตรการร่วมกัน ได้แก่ การเก็บภาษีสรรพสามิต การกำหนดราคาขายขั้นต่ำ และการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตตามอัตราเงินเฟ้อ