เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆลองถามตัวเองว่า — ถ้าวันหนึ่งไวน์ฝรั่งเศส วิสกี้สก็อตแลนด์ และเบียร์เยอรมัน ราคาถูกลงครึ่งหนึ่ง หาซื้อได้ง่ายขึ้น มีให้เลือกมากขึ้น คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบที่นักวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันคือ คนจะดื่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีเงินมากและอยู่ในวัยสำรวจโลก นั่นคือ “เด็กและเยาวชน”
นี่ไม่ใช่เรื่องในอนาคตที่ไกลเกินไป แต่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะตอนนี้ประเทศไทยกำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งถ้าสำเร็จ ภาษีนำเข้าสุราจาก 27 ประเทศในยุโรปจะลดลงเหลือ 0% และสุราต่างชาติจะไหลเข้าประเทศเราในราคาที่ถูกกว่าเดิมมาก
FTA คืออะไร และมันเกี่ยวข้องกับสุราอย่างไร?
FTA ย่อมาจาก Free Trade Agreement หรือ “ข้อตกลงการค้าเสรี” พูดง่ายๆ คือสัญญาระหว่างประเทศที่ตกลงกันว่าจะ “ลดกำแพงภาษี” ให้สินค้าของกันและกันข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น
ตอนนี้ถ้าคุณอยากซื้อวิสกี้สก็อตแลนด์ ราคาที่จ่ายจะบวกภาษีนำเข้าเข้าไปด้วยถึง ร้อยละ 54 ถ้าเป็นเบียร์นำเข้าก็บวก ร้อยละ 60 ภาษีตรงนี้แหละที่ทำให้สุราต่างชาติราคาสูงและเข้าถึงได้ยากกว่าสุราในประเทศ
แต่เมื่อ FTA ไทย-EU สำเร็จ ภาษีเหล่านั้นจะค่อยๆ ลดลงจนเป็น ศูนย์ สุราจากยุโรปที่เคยแพงจะกลายเป็นของที่คนทั่วไปซื้อได้ง่าย ร้านสะดวกซื้อจะมีไวน์ฝรั่งเศสวางขายในราคาเทียบเท่าเครื่องดื่มทั่วไป

ยุโรปส่งออกสุราให้โลกมากแค่ไหน?
EU ไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกสุรารายใหญ่ แต่คือ รายใหญ่ที่สุดในโลก มีตัวเลขที่จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
ในปี 2567 EU ส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มูลค่ารวม 29,800 ล้านยูโร หรือราวๆ 1.2 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกสุราทั้งหมดของโลก โดยแบ่งเป็น ไวน์ (ร้อยละ 56), สุรากลั่น เช่น วิสกี้ คอนยัก บรั่นดี (ร้อยละ 30) และเบียร์ (ร้อยละ 11.5)
ประเทศในยุโรปที่ผลิตสุราชื่อดังที่คนไทยรู้จักดี เช่น ฝรั่งเศส (ไวน์ คอนยัก ชองปาญ), สก็อตแลนด์/อังกฤษ (วิสกี้สก็อต), เยอรมนี (เบียร์), อิตาลี (ไวน์ Prosecco) ล้วนอยู่ใน EU ทั้งสิ้น และทุกประเทศเหล่านี้ต่างก็รอให้ FTA ไทย-EU สำเร็จเพื่อเปิดตลาดในบ้านเรา
เคยผ่านบทเรียนนี้มาแล้ว และมันเจ็บปวดมาก
ก่อนที่จะมองไปข้างหน้า ควรมองย้อนหลังไปก่อนว่าครั้งที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น
ในปี 2546 ไทยเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ภาษีนำเข้าสุราจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ ลดฮวบจากร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 5 ผลที่เกิดขึ้นชัดเจนมาก
มูลค่าการนำเข้าสุราของไทยเพิ่มขึ้น มากกว่า 3 เท่า ในเวลาเพียง 9 ปี จาก 1,998 ล้านบาท (ปี 2541) กลายเป็น 7,440 ล้านบาท (ปี 2549) สุราจากฟิลิปปินส์ที่ใช้หัวเชื้อสก็อตแลนด์แต่บรรจุขวดใหม่ วางขายในราคาขวดละแค่ 120-130 บาท ใกล้เคียงกับสุราไทยราคาประหยัด
และนี่แค่เป็นผลจากการเปิดตลาดอาเซียน ซึ่งเล็กกว่า EU มาก เพราะในปี 2549 สุราจากยุโรปคิดเป็นถึง ร้อยละ 66.5 ของมูลค่านำเข้าสุราทั้งหมดของไทย แม้ยังเก็บภาษีสูงอยู่ ถ้าภาษีลดเป็น 0% ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่เคยเกิดกับ AFTA อีกหลายเท่า
ดูจากประเทศอื่นที่เดินหน้าไปก่อน
ไทยไม่ใช่ประเทศแรกในโลกที่ทำ FTA กับ EU มีประเทศอื่นๆ ที่เดินหน้าไปก่อนแล้ว และตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงบอกเราได้ชัดเจนมาก
เปรู หลังทำ FTA กับ EU ในเวลา 10 ปี: นำเข้าเบียร์เพิ่มขึ้น 2.8 เท่า ไวน์เพิ่มขึ้น 4.3 เท่า สุรากลั่นเพิ่มขึ้น 4.6 เท่า
เกาหลีใต้ หลังทำ FTA กับ EU: นำเข้าเบียร์เพิ่มขึ้น 4.5 เท่า ไวน์เพิ่มขึ้น 3.8 เท่า สุรากลั่นเพิ่มขึ้น 5.2 เท่า
เอกวาดอร์ หลังทำ FTA กับ EU: นำเข้าเบียร์เพิ่มขึ้น 9.8 เท่า ในเวลาไม่กี่ปี
โคลอมเบีย หลังทำ FTA กับ EU: นำเข้าเบียร์เพิ่มขึ้น 10 เท่า นำเข้าสุรากลั่นเพิ่มขึ้น 9 เท่า
ลองนึกภาพว่าถ้าสุราต่างชาติในตลาดไทยเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าจากปัจจุบัน มันจะหมายถึงอะไร? ราคาที่ถูกลง ชนิดที่มากขึ้น โฆษณาที่หนักขึ้น และคนที่จะเจอกับสุราราคาถูกมากที่สุดก็คือ “เด็กและเยาวชน” นั่นเอง
ของขวัญที่ยกให้ฟรีก่อนเซ็นสัญญา
นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ ก่อนที่ FTA ไทย-EU จะลงนามด้วยซ้ำ รัฐบาลไทยได้ลดภาษีนำเข้าไวน์จากทั่วโลกลงเหลือ 0% ไปแล้ว
นั่นหมายความว่าไวน์ฝรั่งเศส ไวน์อิตาลี ไวน์สเปน สามารถเข้ามาในไทยโดยไม่เสียภาษีได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งที่ยังไม่มีการลงนาม FTA ฉบับใดเลย
การกระทำนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการ “ยกของขวัญให้ยุโรปฟรีก่อนเจรจา” เพราะเมื่อยอมให้ไวน์เข้ามาฟรีแล้ว ต่อไปยุโรปก็จะใช้เรื่องนี้เป็นต้นแบบกดดันให้ลดภาษีสุราชนิดอื่น เช่น วิสกี้และเบียร์ ให้เป็น 0% ตามไปด้วย
สุราถูกลง เด็กเจ็บปวดมากขึ้น
ทำไมราคาสุราถึงสำคัญสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นพิเศษ?
เพราะงานวิจัยพบว่ากลุ่มที่ “ตอบสนองต่อราคา” มากที่สุดคือคนที่มีรายได้น้อย และคนที่อยู่ในวัยสำรวจประสบการณ์ใหม่ ซึ่งทั้งสองข้อนั้นตรงกับ “เยาวชน” พอดี
สมองของคนเราพัฒนาไม่เสร็จจนกว่าจะอายุประมาณ 25 ปี โดยเฉพาะส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจและการยับยั้งชั่งใจ แอลกอฮอล์เข้าไปขัดขวางพัฒนาการตรงนี้โดยตรง เด็กที่เริ่มดื่มก่อนอายุ 15 ปีมีความเสี่ยงติดสุราเมื่อโตขึ้น สูงกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่เริ่มดื่มหลัง 21 ปี
ในไทยตอนนี้ อายุเฉลี่ยที่เยาวชนเริ่มต้นดื่มอยู่ที่ 15-16 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สมองต้องการการปกป้องมากที่สุด บริษัทสุราข้ามชาติรู้ข้อมูลนี้ดี จึงทุ่มงบโฆษณาเจาะกลุ่มคนอายุ 25-35 ปีผ่านเทศกาลดนตรีและกิจกรรมที่เยาวชนชื่นชอบ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าสุราคือ “ของคนเท่ คนทันสมัย”
มาตรการภาษี — เครื่องมือปกป้องที่ทรงพลัง
ถ้าจะป้องกันไม่ให้สุราไหลบ่าเข้ามาทำลายชีวิตเด็กและเยาวชน มีเครื่องมือที่ได้ผลดีอยู่หลายอย่าง เครื่องมือแรกที่สำคัญที่สุดคือ “ภาษี”
หลักการง่ายๆ คือ สุราราคาแพงขึ้น = คนดื่มน้อยลง โดยเฉพาะเยาวชนที่มีเงินน้อย
ประเทศที่ทำได้สำเร็จที่สุดในเรื่องนี้คือ เวียดนาม แม้จะต้องลดภาษีนำเข้าสุราจาก EU ตามข้อตกลง แต่เวียดนามไม่ยอมแพ้ เพราะเลือกใช้เครื่องมืออีกตัวที่ทรงพลังกว่า นั่นคือ “ภาษีสรรพสามิตพิเศษ” (Special Consumption Tax หรือ SCT)
เวียดนามประกาศแผนเพิ่ม SCT สุราขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาราคาสุราให้อยู่ในระดับที่ปกป้องสุขภาพได้ โดยมีเป้าหมายเก็บ SCT ที่ร้อยละ 70 ในปี 2569 และ ร้อยละ 90 ในปี 2574
สิ่งสำคัญคือ SCT แบบนี้ ถูกกฎหมายระหว่างประเทศ (WTO) รองรับสมบูรณ์ เพราะเก็บกับสุราทุกชนิดเท่ากัน ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้าจากที่ไหน จึงไม่ถือว่าเลือกปฏิบัติต่อสินค้าต่างชาติ
ไทยควรเรียนรู้และเดินตามแนวทางนี้ ไม่ว่าผลการเจรจา FTA จะออกมาอย่างไร

มาตรการกฎหมาย — โล่ป้องกันที่มีอยู่แล้วแต่ยังไม่แข็งแกร่งพอ
นอกจากภาษี ไทยยังมีกฎหมายควบคุมสุราที่เรียกว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งในหลายเรื่องถือว่าดีพอสมควร แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับยุคที่สุราจะไหลเข้ามามากกว่าเดิมมาก
สิ่งที่กฎหมายทำได้ดีแล้ว: ห้ามขายสุราให้คนอายุต่ำกว่า 20 ปี กำหนดเวลาขาย 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. ห้ามขายในสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล ห้ามโฆษณาที่ใช้การ์ตูนหรือดึงดูดเยาวชน
สิ่งที่ยังเป็นช่องโหว่ใหญ่
ปัญหาแรกคือ โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ กฎหมายยังไม่สามารถควบคุมได้จริง อินเทอร์เน็ตไม่มีเวลาปิด เด็กอายุ 12 ปีก็ดูโฆษณาสุราได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีการใช้อินฟลูเอนเซอร์โปรโมตสุราทางอ้อม การอุปถัมภ์คอนเสิร์ตและกีฬา และโฆษณาแฝงในรูปแบบต่างๆ ที่หลบกฎหมายได้ ข้อมูลพบว่าในช่วงปี 2548-2549 โฆษณาสุราทางทีวีในเวลาห้ามโฆษณาเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 126 ในเวลาเพียง 9 เดือน
ปัญหาที่สองคือ การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน กฎหมายห้ามขายให้เด็กต่ำกว่า 20 ปีมีอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ร้านสะดวกซื้อและร้านขายของชำจำนวนมากยังขายให้เด็กโดยไม่ตรวจสอบอายุ
ปัญหาที่สามคือ กลไก ISDS ในสัญญา FTA นี่คืออาวุธลับที่คนทั่วไปมักไม่รู้จัก ISDS คือกลไกในสัญญาที่เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนต่างชาติฟ้องร้องรัฐบาลในศาลระหว่างประเทศ ถ้ารัฐออกนโยบายที่ “ทำให้กำไรของบริษัทลดลง” กรณีที่เคยเกิดขึ้นจริงคือบริษัทบุหรี่ Philip Morris เคยฟ้องออสเตรเลียที่ออกกฎให้ซองบุหรี่ต้องเป็นแบบเรียบ ถ้าไทยเซ็น FTA ที่มีกลไก ISDS และออกกฎควบคุมสุราที่เข้มข้นขึ้น บริษัทสุราข้ามชาติก็อาจฟ้องไทยได้เช่นกัน ทำให้รัฐบาลไม่กล้าออกนโยบายปกป้องสุขภาพ
สิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะสายเกินไป
จากข้อมูลทั้งหมด ต่อไปนี้คือสิ่งที่ไทยต้องทำทั้งในแง่ภาษีและกฎหมาย เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน
ด้านภาษี
ประการแรก ต้องรักษาภาษีนำเข้าสุราไว้ในระดับที่ปกป้องสุขภาพได้ โดยกำหนดให้สุราเป็น “สินค้าอ่อนไหวด้านสุขภาพ” ที่ไม่ต้องลดภาษีเป็น 0% ซึ่งเป็นสิทธิที่ WTO รับรองไว้ว่าประเทศสามารถทำได้
ประการที่สอง ถ้าต้องลดภาษีนำเข้า ต้องเพิ่มภาษีสรรพสามิตภายในประเทศชดเชย เหมือนที่เวียดนามทำ เพื่อให้ราคาสุราที่ผู้บริโภคจ่ายจริงไม่ลดลง
ประการที่สาม ต้องปิดช่องโหว่การแจ้งราคานำเข้าต่ำกว่าความจริง (Under-invoice) โดยกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้สุราต่างชาติเข้ามาในราคาที่ต่ำผิดปกติ
ด้านกฎหมาย
ประการแรก ต้องออกกฎหมายควบคุมโฆษณาสุราบนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง รวมถึงห้ามใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามเป็นเยาวชนโปรโมตสุรา ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ประการที่สอง ต้องเพิ่มบทลงโทษสำหรับการขายสุราให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงบังคับให้ผู้ขายทุกรายตรวจสอบอายุก่อนขาย
ประการที่สาม ในการเจรจา FTA ต้องยืนยันว่า “ไม่ยอมรับกลไก ISDS” เพราะถ้ายอมรับ รัฐบาลจะสูญเสียอำนาจในการออกนโยบายปกป้องสุขภาพของประชาชน
ประการที่สี่ ต้องให้ภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมีส่วนร่วมในการเจรจา FTA อย่างโปร่งใส ไม่ใช่ปล่อยให้การเจรจาเกิดขึ้นในห้องปิดโดยมีแต่นักเจรจาการค้า
เราจะเลือกอะไร?
การเจรจา FTA ไทย-EU ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่คือการตัดสินใจว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างตัวเลขการนำเข้า-ส่งออกที่ดูดีในสายตานักลงทุน กับสุขภาพและชีวิตของเด็กและเยาวชนไทย
ประเทศที่ทำ FTA กับ EU ไปก่อนแล้วต่างได้รับบทเรียนว่า สุราต่างชาติไหลบ่าเข้ามาอย่างน้อย 3-10 เท่า เมื่อภาษีหายไป และบริษัทสุราข้ามชาติที่มีงบการตลาดมหาศาลก็จะทำทุกอย่างเพื่อสร้าง “วัฒนธรรมการดื่ม” ให้เป็นเรื่องปกติในหมู่คนรุ่นใหม่
ประเทศไทยมีเครื่องมือปกป้องประชาชนอยู่ในมือ ทั้งภาษีสรรพสามิต กฎหมายควบคุม และสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ยืนยันว่า “สุขภาพสาธารณะ” เป็นเหตุผลที่รัฐสามารถยกเว้นสินค้าออกจากการลดภาษีได้
คำถามคือ เราจะกล้าใช้เครื่องมือเหล่านั้นไหม? หรือจะปล่อยให้โต๊ะเจรจาการค้าตัดสินอนาคตของลูกหลานเรา สุขภาพของเด็กไทย ไม่ใช่สินค้าที่จะนำมาต่อรอง
- ผศ.ดร.ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ (2550). สถานการณ์การนำเข้าสุราและผลกระทบของการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับต่างประเทศ. ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส.
- กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (2566). สรุปความคืบหน้าการเจรจาการค้าเสรีของไทย. กระทรวงพาณิชย์.
- เอกสารวิเคราะห์ “FTA ไทย-อียู กับผลกระทบต่อการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” (2568). มูลนิธิชีววิถี (BioThai).
- Infographic มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ไทย, ออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี.
- พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
- พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
- Babor T, et al. (2003). Alcohol: No Ordinary Commodity. Oxford University Press.
- Schram A, et al. (2020). “The relationship between trade liberalisation, alcohol availability and alcohol consumption.” BMJ Global Health.
- Nishitateno S. (2021). “Free trade agreements and alcohol imports: empirical evidence.” Journal of International Economics.
- Zeigler DW. (2008). “International trade agreements challenge tobacco and alcohol control policies.” Drug and Alcohol Review.
- Gleeson D & Labonté R. (2020). “How investor-state dispute settlement has affected health policy.” Health Affairs.
- European Commission. (2024). EU Agri-food Trade Statistical Factsheet: Spirits & Wine. Brussels.
- World Health Organisation. Global Status Report: Alcohol Policy. Geneva.