อาหารไม่ใช่เพียงสินค้าในตลาด แต่คือ ปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ศักดิ์ศรี และสุขภาวะของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้หลายประเทศทั่วโลกจึงเขียน “สิทธิในอาหาร” ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อยืนยันว่า การที่ประชาชนต้องหิวโหย ไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจก แต่เป็นความรับผิดชอบของสังคมด้วย

ในลาตินอเมริกา ประเทศอย่าง บราซิล เม็กซิโก โบลิเวีย และเอกวาดอร์ รับรองสิทธิในอาหารอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ หลายประเทศเชื่อมโยงสิทธิในอาหารเข้ากับ “อธิปไตยทางอาหาร” เพื่อปกป้องเกษตรกรรายย่อย ระบบอาหารท้องถิ่น และความสามารถของประเทศในการกำหนดนโยบายอาหารด้วยตนเอง บราซิลใช้หลักสิทธิในอาหารเป็นฐานของนโยบาย Zero Hunger และสามารถลดความอดอยากลงได้จริงในระดับประเทศ

ในเอเชีย อินเดียรวม “สิทธิในการมีชีวิต” ที่รวมไปถึงสิทธิในอาหาร และใช้กรอบหลักการนี้ในการปฏิเสธส่งออกอาหารเมื่อเกิดวิกฤตอาหารและคนยากจนไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ส่วนในอินโดนีเซีย ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งรวมถึง “การเข้าถึงอาหาร” ถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ

การปกป้องสิทธิในอาหารที่ตราโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศต่างๆทั่วโลก โดย FAO มีกว่า 20 ประเทศที่บัญญัติสิทธินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญของตน

ในยุโรปหลายประเทศอาจไม่ได้เขียน Rights to food ตรงๆ แต่รวมสิ่งนี้ไว้ในคำเรียกอื่นๆ เช่น สเปน ใช้สิทธิในศักดิ์ศรี/สวัสดิการสังคม (ซึ่งรวมเรื่องอาหาร) โปรตุเกส ใช้คำสิทธิทางสังคมและคุณภาพชีวิต ส่วนในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุถึงสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือขั้นต่ำเพื่อการยังชีพที่รวมเรื่องอาหารไว้ด้วย

สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 วางฐานคิดทางเศรษฐกิจบน การเปิดเสรีการค้า การแข่งขัน และตลาดเสรี อย่างชัดเจน แต่กลับ ไม่มีบทบัญญัติรับรองสิทธิในอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร หรือการคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย ในฐานะผู้ผลิตอาหารของประเทศ ผลคือ เมื่อการเปิดเสรีการค้าส่งผลกระทบต่อราคาพืชผล การนำเข้าอาหาร หรือการผูกขาดในห่วงโซ่อาหาร เกษตรกรและผู้บริโภคกลับ ไม่มีหลักประกันระดับรัฐธรรมนูญ มาคุ้มครอง

สำหรับประเทศไทย มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563 มติ 13.1 ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ตั้งเป้าให้ให้ผลักดันให้มีการบัญญัติ “สิทธิในอาหาร” ไว้ในรัฐธรรมนูญ

“สิทธิในอาหาร” ไม่ควรเป็นหลักการในกระดาษ แต่ควรกำหนดให้เป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตของประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในห่วงโซ่ใดของระบบเกษตรและอาหาร

รัฐมีหน้าที่ประกันให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และเหมาะสมและเกษตรกรผู้ผลิตอาหารต้องไม่ถูกทำลายด้วยนโยบายที่มองเห็นเพียงตัวเลขการค้า เพราะประเทศที่ปล่อยให้ประชาชนหิวโหย และปล่อยให้เกษตรกรล้มละลายย่อมไม่อาจเรียกตนเองว่าเป็นรัฐที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

ที่มา