เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2560 ในกรณีการทำหนังสือสัญญา (เช่น FTA) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฉบับปี 2560 ลดทอนการตรวจสอบและส่วนร่วมลงดังนี้
1. รัฐบาลได้ “เช็คเปล่า” (ตัดกรอบการเจรจา)โดยเดิมในรธน 2550 ก่อนเริ่มเจรจา ครม. ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบก่อน แต่รธน. 2560 ตัดเรื่องกรอบการเจรจาทิ้งไป ทำให้รัฐบาลสามารถไปตกลงรายละเอียดได้เองโดยไม่ต้องผ่านสภาตั้งแต่ต้นน้ำ
2. ประชาชนถูกกันออก รธน. 2550 บังคับชัดเจนว่า ก่อนดำเนินการ ต้องให้ข้อมูลและจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ในรธน. 2560 ไม่ระบุขั้นตอนก่อนเจรจาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่บอกเพียงว่า “ให้มีกฎหมายกำหนดวิธีการ” ซึ่งเป็นการผลักภาระไปไว้ที่กฎหมายลูกแทน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายที่ว่าแต่ประการใด
3. สภาถูกบีบเวลาในการให้ความเห็นชอบ โดยตามรธน. 2550 รัฐสภาตรวจสอบเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ตามขั้นตอนปกติ แต่รธน. 2560 กลับกำหนดเวลาบีบคั้น หากสภาทบทวนไม่เสร็จภายใน 60 วัน ให้ถือว่า “รัฐสภาให้ความเห็นชอบ” โดยอัตโนมัติ
4. ในกรณีที่มีข้อพิจารณาว่าความตกลงใดต้องเข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ นั้น เดิม สมาชิกรัฐสภา (สส./สว.) เข้าชื่อกันส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ว่าสัญญาใดต้องผ่านสภาหรือไม่ แต่ รธน. 2560 ตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภา โดยให้เป็นอำนาจของ “คณะรัฐมนตรีเท่านั้น” ที่จะส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย
5. หลักประกันการเยียวยาหากเกิดผลกระทบ รธน. 2550 ระบุเป็นหน้าที่ ครม. ต้อง แก้ไขเยียวยาประชาชนและ SMEs “อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม”แต่ รธน. 2560 ใช้คำคลุมเครือว่าให้ได้รับ “การเยียวยาที่จำเป็น” ตามที่กฎหมาย (ลูก) จะบัญญัติไว้ในอนาคต
รธน. 2560 เพิ่มอำนาจให้แก่รัฐบาล ลดอำนาจสภา และโยนสิทธิที่ประชาชนเคยได้รับในการมีส่วนร่วมและการได้รับการเยียวยาในกรณีที่เกิดผลกระทบเอาไปไว้ในกฎหมายลูก ทำให้การทำ FTA ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เรียกร้องสิทธิของประชาชนและเกษตรกรรายย่อย และบทบาทของรัฐสภาในการตรวจสอบกลับคืนมา