ปรากฎในกฎหมาย สนธิสัญญา และบรรทัดฐานระหว่างประเทศ แต่หล่นหายจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตความหิวโหย ความยากจนในชนบท ความเปราะบางของระบบอาหาร และอำนาจครอบงำของบรรษัทข้ามชาติ ได้ผลักดันให้ประชาคมโลกหันกลับมาทบทวนคำถามพื้นฐานว่า “ใครควรเป็นผู้กำหนดระบบอาหาร และรัฐมีหน้าที่รับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานด้านอาหารและการยังชีพของเกษตรกรเพียงใด”
คำถามนี้นำไปสู่การพัฒนาหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศ 3 ชุด สำคัญ ได้แก่ สิทธิในอาหาร (Right to Food) สิทธิเกษตรกร (Farmers’ Rights / Peasants’ Rights) และ อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty)
ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างกว้างขวาง แม้จะมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน
1. สิทธิในอาหาร: จากหลักการสู่สิทธิที่รัฐมีพันธกรณีต้องรับรอง
สิทธิในอาหารเป็นสิทธิที่มีฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนที่สุด โดยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการใน International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights (ICESCR) มาตรา 11 ซึ่งระบุถึง
– สิทธิในการมีอาหารอย่างเพียงพอ
– สิทธิในการปลอดจากความหิวโหย
คณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “สิทธิในอาหาร” ไม่ได้หมายถึงการได้รับอาหารแจกจ่ายเท่านั้น แต่รวมถึงการเข้าถึงอาหารที่ เพียงพอ ปลอดภัย เหมาะสมทางวัฒนธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐไม่อาจอ้างเพียงนโยบายช่วยเหลือเป็นครั้งคราว แต่มีหน้าที่เชิงโครงสร้างในการจัดระบบเศรษฐกิจ เกษตร และตลาด เพื่อไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ต้องตกอยู่ในภาวะขาดอาหารหรือความไม่มั่นคงทางการยังชีพ
2. สิทธิเกษตรกร: จากผู้รับนโยบาย สู่ผู้ทรงสิทธิ
ในอดีต เกษตรกรมักถูกมองเป็นเพียง “กลุ่มเป้าหมาย” ของนโยบายพัฒนา แต่ในระดับระหว่างประเทศ แนวคิดนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
สนธิสัญญาที่มีบทบาทสำคัญคือ International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture (ITPGRFA) ซึ่งรับรอง “Farmers’ Rights” อย่างชัดเจนในมาตรา 9 ครอบคลุมถึง
– สิทธิในการอนุรักษ์ ใช้ และพัฒนาเมล็ดพันธุ์
– การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านทรัพยากรพันธุกรรม
– การได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมจากการใช้ทรัพยากรเหล่านี้
ต่อมา ในปี 2018 สหประชาชาติได้ยกระดับการคุ้มครองนี้ผ่าน UN Declaration on the Rights of Peasants and Other People Working in Rural Areas (UNDROP) ซึ่งยอมรับอย่างชัดแจ้งว่า เกษตรกรและผู้ทำงานในชนบทเป็น “ผู้ทรงสิทธิ” ไม่ใช่เพียงแรงงานหรือผู้ผลิตในระบบตลาด
แม้ UNDROP จะมีสถานะเป็นปฏิญญา (soft law) แต่ได้กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำคัญในการกำหนดนโยบายและการตีความสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศ
3. อธิปไตยทางอาหาร: หลักการที่ท้าทายกรอบการค้าเสรี
แตกต่างจากสองประเด็นแรก อธิปไตยทางอาหาร ยังไม่ใช่สิทธิที่ถูกบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่เป็นหลักการทางการเมืองและนโยบายที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในเวทีโลก แนวคิดนี้ถูกเสนออย่างเป็นระบบครั้งแรกใน Declaration of Nyéléni (2007) ซึ่งยืนยันว่า ประชาชนและชุมชนควรมีสิทธิในการกำหนดระบบอาหาร เกษตร และทรัพยากรของตนเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยตลาดโลกหรือบรรษัทข้ามชาติ อธิปไตยทางอาหารจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการผลิตอาหาร
แต่เป็นเรื่องของ
– อำนาจการตัดสินใจ
– การคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย
– ระบบตลาดท้องถิ่น
– และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและสังคม
แม้ยังไม่เป็นกฎหมายผูกพัน แต่แนวคิดนี้ถูกอ้างอิงมากขึ้นในรายงานของ FAO และกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
4. ช่องว่างของรัฐธรรมนูญไทย
เมื่อพิจารณาเทียบกับพัฒนาการในระดับสากล จะเห็นได้ชัดว่า รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 ยังไม่ยกระดับ สิทธิในอาหาร สิทธิเกษตรกร และอธิปไตยทางอาหาร ขึ้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสามารถใช้ตรวจสอบหรือเรียกร้องความรับผิดจากรัฐได้
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเกษตรและอาหารยังคงอยู่ในกรอบ “นโยบายของรัฐ” และ “การพัฒนา” ซึ่งแตกต่างจากหลักการสิทธิมนุษยชนที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับโลก
สิทธิในอาหาร สิทธิเกษตรกร และอธิปไตยทางอาหาร ไม่ใช่แนวคิดนามธรรมหรือข้อเรียกร้องทางอุดมการณ์ แต่เป็นหลักการที่ได้รับการรับรองในกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศแล้ว ซึ่งประเทศไทยจะยกระดับหลักการเหล่านี้ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองเกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร และอนาคตของระบบอาหารไทยหรือไม่ ?