หากเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้ง 3 ฉบับ (พ.ศ. 2540, 2550 และ 2560) พบความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งส่งผลให้สิทธิของประชาชนและชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมในฉบับปัจจุบันมีลักษณะ “ถอยหลัง” หรือ “แย่กว่า” ฉบับที่ผ่านๆ มาอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. การเปลี่ยน “สิทธิ” เป็นเพียง “หน้าที่ของรัฐ”
ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 สิทธิในสิ่งแวดล้อมถูกบรรจุไว้อย่างชัดเจนในหมวด “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย” แต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประเด็นสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ถูกย้ายไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” (มาตรา 57 และ 58) การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญยิ่ง เพราะจากเดิมที่สิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิที่ประชาชน “เป็นเจ้าของ” และสามารถอ้างใช้ได้โดยตรง กลับกลายเป็นเพียง “หน้าที่” ที่รัฐต้องทำ ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้สิทธิประชาชนดูเป็นนามธรรม และขึ้นอยู่กับการจัดการโดยรัฐเป็นศูนย์กลาง
2. สิทธิชุมชนที่ “ถูกลดทอน” ภายใต้เงื่อนไขกฎหมายลูก
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เคยให้การรับรองสิทธิชุมชนไว้อย่างเข้มแข็ง โดยขยายความคุ้มครองไปถึง “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ให้มีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างย่ังยืน (มาตรา 66) แต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แม้จะยังมีการระบุสิทธิชุมชนในมาตรา 43 แต่มีการเพิ่มข้อความว่า ต้องเป็นไป “ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” ข้อความนี้เปรียบเสมือนการใส่ “กุญแจมือ” ให้กับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะหากรัฐไม่ออกกฎหมายรองรับ หรือออกกฎหมายที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิ ชุมชนก็จะไม่สามารถใช้สิทธินั้นได้อย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน
3. การตัดบทบาท “องค์การอิสระ” ออกจากกระบวนการ EIA/EHIA
จุดที่ถือว่าเป็นความถดถอยที่ชัดเจนที่สุดคือการแก้ไขกลไกการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยในรธน. 2550 (มาตรา 67 วรรคสอง) กำหนดว่า โครงการที่อาจกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงจะทำไม่ได้ หากยังไม่ได้ฟังความเห็นจาก “องค์การอิสระ” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนประชาสังคม และสถาบันอุดมศึกษา แต่ในรธน. 2560 (มาตรา 58) ได้ตัดข้อความเรื่ององค์การอิสระออก และระบุให้กระบวนการรับฟังความเห็นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การตัดกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระนี้ ส่งผลให้การตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ถูกควบคุมผ่านฝ่ายบริหารโดยตรง ทำให้ขาดตัวถ่วงดุลจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการภายนอก
4. การลดระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในฉบับปี 2540 และ 2550 เน้นการสร้างระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่าง เข้มแข็ง ตั้งแต่การได้รับข้อมูลไปจนถึงการร่วมตัดสินใจ แต่ฉบับปี 2560 กลับลดระดับความสำคัญลง โดยกำหนดให้การมีส่วนร่วมและการเยียวยาต่างๆ เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายรัฐสามารถออกแบบกระบวนการให้รวบรัดหรือลดขั้นตอนการมีส่วนร่วมลงได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทางที่รัฐส่วนกลางกำหนด
5. การรวมศูนย์อำนาจรัฐเหนือทรัพยากร
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 สะท้อนฐานคิดการ รวมศูนย์อำนาจมากขึ้น โดยให้รัฐเป็นผู้มีหน้าที่ “บริหารจัดการ” และ “ใช้ประโยชน์” จากทรัพยากร (มาตรา 57(2)) ต่างจากฉบับก่อนๆ ที่พยายามกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ การมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” (มาตรา 65) ยังเป็นกลไกที่ผูกมัดให้การจัดการสิ่งแวดล้อมต้องเป็นไปตามกรอบที่รัฐวางไว้จากส่วนกลาง มากกว่าจะฟังเสียงจากความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมีข้อดีในเรื่องการระบุหน้าที่รัฐให้ต้อง “เยียวยาอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า” แต่หากพิจารณาในภาพรวมของการคุ้มครองสิทธิเชิงรุกและการตรวจสอบถ่วงดุล จะเห็นได้ชัดว่าฉบับปัจจุบันมีความก้าวหน้าน้อยกว่าฉบับ พ.ศ. 2540 และ 2550 เนื่องจากมีการลดอำนาจการตรวจสอบของภาคประชาชน ตัดกลไกองค์การอิสระ และย้ายสิทธิไปเป็นหน้าที่รัฐที่ถูกควบคุมโดยกฎหมายของฝ่ายบริหารเป็นหลัก