สงครามในตะวันออกกลางคราวนี้ ส่งผลกระทบต่อการเกษตรของประเทศไทยมากจริงๆ ข้อมูลล่าสุด(ปี 2568) ไทยนำเข้าปุ๋ย ปริมาณรวม 6,105,988 ตัน มูลค่ารวม 91,806,530,596 บาท
เป็นการนำเข้าจาก 8 ประเทศตะวันออกกลาง ปริมาณ 2.06 ล้านตัน หรือคิดเป็น 33.8% ของการนำเข้าทั้งหมด
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2022 ช่วงสงครามยูเครน ราคาปุ๋ยโลกพุ่งสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากรัสเซียและเบลารุสเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะปุ๋ยโพแทช (potash) และปุ๋ยไนโตรเจน เมื่อเกิดสงครามและมาตรการคว่ำบาตร การส่งออกจากสองประเทศนี้ถูกจำกัดอย่างหนัก ทำให้ตลาดโลกขาดแคลนปุ๋ยทันที
ข้อมูลของ World Bank และ FAO ระบุว่าในปี 2022 ราคา urea เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% ราคา DAP เพิ่มขึ้นประมาณ 150% ราคา potash เพิ่มขึ้นประมาณ 170% ประเทศไทยซึ่งนำเข้าปุ๋ยเกือบทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ราคาปุ๋ยบางชนิดในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 70–100%
และแม้ตะวันออกกลางจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยโพแทชรายใหญ่เหมือนรัสเซียและเบลารุส แต่ภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิต ปุ๋ยไนโตรเจน เพราะใช้ ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก เพราะก๊าซธรรมชาติคิดเป็นต้นทุนประมาณ 60–80% ของการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน เช่น urea และ ammonia ดังนั้นหากสงครามทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติหรือราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยก็จะเพิ่มขึ้นทันที
อีกปัจจัยสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลก ผ่านช่องแคบนี้ หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือถูกรบกวน ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก
วิกฤตครั้งนี้จะรุนแรงเท่าสงครามยูเครนหรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานการณ์ หากสถานการณ์คลี่คลายลงโดยเร็ว ผลกระทบต่อราคาปุ๋ยอาจ น้อยกว่าสงครามยูเครน เพราะแหล่งผลิตปุ๋ยหลักของโลกไม่ได้ถูกตัดออกจากตลาดโดยตรง
แต่ดูจากสถานการณ์ เกษตรกรอาจต้องรับมือกับแรงกระแทกเท่าๆกับหรือมากกว่าปี 2022