การนำเข้าปุ๋ยรายเดือน
เราได้ตัวเลขปริมาณนำเข้าปุ๋ยครบ 12 เดือนล่าสุด คือ ปี 2567 โดยตัวเลขนำเข้ารวมปี 2567 ทำให้เห็นภาพการนำเข้าปุ๋ยในแต่ละเดือน และเป็นฐานในการคำนวณปริมาณปุ๋ยและสต๊อกได้ โดยสัดส่วนเปอร์เซ็นต์การนำเข้ารายเดือนตามแผนภาพด้านบน
ปริมาณการใช้ปุ๋ยรายเดือน
ประเทศไทยไม่มีชุดข้อมูลสาธารณะที่เป็น “การใช้ปุ๋ยรายเดือนจริงทั้งประเทศ” เราใช้การคาดการณ์ตัวเลขการผลิตของสศก. 2568/69 ซึ่งคาดว่าจะมีการปลูก
- ข้าวนาปี 61.341 ล้านไร่
- ข้าวนาปรัง 12.863 ล้านไร่
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6.711 ล้านไร่
- มันสำปะหลัง 8.121 ล้านไร่
- ยางพารา 22.359 ล้านไร่
- ปาล์มน้ำมัน 6.442 ล้านไร่
เพื่อนำมาคำนวณปริมาณการใช้ปุ๋ยรายเดือน โดยพิจารณาจากวิธีการจัดการให้ปุ๋ยของพืชแต่ละชนิด คำนวณมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของการใช้ ได้ภาพของกราฟ
สต๊อกปุ๋ย
ตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์ ประกาศคราวแรกว่าเรามีสต๊อก 1.52 ล้านตัน นั้น เมื่อดูจากกราฟที่เราทำขึ้น ค่อนข้างตรงกับตัวเลขการคำนวณของเรา โดยใช้สัดส่วนการนำเข้าระหว่างม.ค.ถึงมี.ค. 24.29% เมื่อคูณกับปริมาณการนำเข้า 6.23 ล้านตัน/ปี ได้ตัวเลขใกล้เคียงมากกับสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศในคราวแรกเมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
แต่หลังจากที่ผู้ค้าปุ๋ยขึ้นราคาปุ๋ย กลับประกาศว่าปุ๋ยที่สต็อกไม่ใช่ตัวเลขดังกล่าวและพอใช้แค่เดือนเมษายนเท่านั้น !

ปริศนาของเรื่องนี้คือ สต๊อกมีเท่าไหร่กันแน่ ? และมีปุ๋ยมีพอหรือไม่พอ ?
- ที่จริงจากการคำนวณของเรา มีสต๊อกปุ๋ย 1.5 ล้านตันจริง แต่การที่กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถจัดการพ่อค้าปุ๋ยที่ขึ้นราคาปุ๋ยได้ เพราะถือว่าไม่สามารถรักษากฎหมายการกำกับราคาสินค้าควบคุมได้ เกษตรกรถูกฟันราคาปุ๋ยสต๊อกเดิมคิดเป็นกำไรเพิ่มกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ทำให้กระทรวงพาณิชย์อ้อมแอ้มบอกว่าประเมินสต๊อกปุ๋ยผิด โดยตอนแรกประเมินเกินจริง (ทั้งๆที่ประมินถูกแล้วจากการเทียบกับตัวเลของเรา) ใช่หรือไม่ ?
- ส่วนการที่กระทรวงพาณิชย์ระบุในตอนแรกตอนต้นมีนาคม ว่าปุ๋ยมีเพียงพอจนถึงสิงหาคมนั้น เป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาด ไม่ควรเอาตัวเลขการใช้ปุ๋ยเฉลี่ยต่อเดือนมาคำนวณแบบนั้น เพราะพืชแต่ละชนิดมีการใช้ปุ๋ยต่างกัน และแต่ละเดือนในการใช้ปุ๋ยมีปริมาณแตกต่างกันมาก ตามแผนภาพ
- ดังนั้นการมีปุ๋ยสต๊อกปุ๋ยเพียงพอสำหรับการใช้ถึงสิงหาคมหมายถึงต้องมีอย่างน้อย 3.8 ล้านตัน หรือ 62% ของการใช้ปุ๋ยทั้งปี จึงจะเพียงพอ เพราะเดือนที่มีการใช้ปุ๋ยสูงสุดคือช่วงฤดูฝน ตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นไปจนถึงกรกฎาคมและลดลงในเดือนสิงหาคม
ปุ๋ยที่ไทยใช้มากที่สุดคือไนโตรเจนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของปุ๋ยเคมีทั้งหมด โดย 30-40% ของปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดที่เราใช้มาจากการนำเข้าจากประเทศตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซและสงครามยืดเยื้อจึงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหนัก ยิ่งกว่าสงครามยูเครน
ทางออกเฉพาะหน้าคือการหาแหล่งปุ๋ยไนโตรเจนจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าแม้หาได้แต่ราคาก็จะแพง เช่นเดียวกับปุ๋ยอื่นๆก็จะปรับราคาขึ้นพร้อมกันจากต้นทุนพลังงาน (เพราะโดยเฉลี่ยการผลิตปุ๋ยเคมีไม่ว่าประเภทใด ต้นทุนพลังงานสูงมากกว่า 40% ขึ้นไป ในขณะที่ปุ๋ยไนโตรเจนนั้น คิดเป็น 70-80%)
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำมากไปกว่านั้น และควรทำตั้งแต่สงครามยูเครนแล้ว คือการเพิ่มสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ เพราะวิกฤตนี้จะอยู่กับเราไปอีกยาวนาน และควรต้องส่งสัญญาณให้หน่วยงานของรัฐเอง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯต้องปรับตัว จากการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ใช้ฟอสซิลไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนกว่าและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบโจทย์กับวิกฤตเฉพาะหน้า ยังเป็นการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การปล่อยแกสเรือนกระจก ไปพร้อมกันด้วย