เราเห็นว่าปัญหาทุนผูกขาดเป็นหนึ่งในปัญหาใจกลางของประเทศ สร้างความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ฉุดรั้งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น การเข้ามาแทรกแซงกำกับรัฐ และสถาบันต่างๆทางสังคม สร้างวงจรอัปลักษณ์ที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้

พรรคการเมืองหลายพรรคประกาศทลายทุนผูกขาด หรือ ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า ในการหาเสียงในคราวที่แล้ว และนี่คือโอกาสที่เราจะได้ให้คะแนนพวกเขา ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่อีกครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าพรรคไหนที่ควรจะเป็นตัวแทนของพวกเรา เพื่อแก้ปัญหาสำคัญนั้น

ไบโอไทยใช้เกณฑ์ชี้วัดโดยให้คะแนน 60 คะแนน สำหรับบทบาทการทำงานที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี และอีก 40 คะแนน สำหรับข้อเสนอและความเป็นไปได้ของข้อเสนอสำหรับการเลือกตั้ง 69 (แน่นอนว่ามีความเชื่อมโยงกับบทบาทที่ผ่านมาด้วย เช่น กรณีการเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เป็นต้น) โปรดดูรายละเอียดของเกณฑ์ย่อยๆในท้ายบทความนี้

นี่คือผลของคะแนน จากมุมมองของไบโอไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังต่อไปนี้

พรรคประชาชน — 74/100

แม้เป็นฝ่ายค้าน แต่ทำงานครบทั้งการทำงานในสภาและขับเคลื่อนเท่าที่ทำได้นอกสภา เป็นพรรคเดียวที่เสนอ ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าใหม่ทั้งฉบับ มีเครื่องมือระดับ trust-busting (เพิ่มอำนาจ กขค., คุมควบรวม, ค่าปรับตามรายได้, เปิดเผยคำวินิจฉัย) ตรวจสอบทุนพลังงาน ทุนค้าปลีก สื่อสาร และแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ส.ส. และผู้สมัครถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มทุนพลังงาน แต่ยังยืนหยัดเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป ส่วนข้อเสนอทางนโยบายและกฎหมายนั้นเสนอเปลี่ยน “กติกาอำนาจในตลาด” ซึ่งให้ผลต่อการทลายทุนผูกขาดในเชิงคุณภาพไปไกลกว่าเพื่อไทย ล่าสุดดูเหมือนพรรคจะลดโทนการขับเคลื่อนเรื่องทุนผูกขาดลงเมื่อเปรียบเทียบกับตอนเป็นพรรคก้าวไกล แต่เรายังคงให้คะแนนในระดับดีกว่าทุกพรรคห่างกว่าพรรคอันดับ 2 และ3 พอสมควร

พรรคเพื่อไทย — 46/100

ในช่วงเป็นรัฐบาลและคุมกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ไม่เห็นบทบาทกำกับทุนผูกขาด นอกจากมีข้อเสนอเล็กๆในการลดจำนวนสต็อคการส่งออกข้าวเพื่อเปิดโอกาสรายเล็ก แต่ไม่ได้แตะกลุ่มทุนยักษ์ทั้งอาหาร ค้าปลีก สื่อสาร การจัดการปัญหาเรื่องนำเข้าข้าวโพดและปลาหมอคางดำส่อว่าเกรงใจเจ้าสัวรายใหญ่ อย่างไรก็ตามมีร่างแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ยกเครื่องกระบวนการสรรหา กขค. เพิ่มความโปร่งใส และสิทธิผู้เสียหายฟ้องร้อง ถือเป็นจุดแข็งด้านกฎหมาย ทำคะแนนตีตื่นขึ้นมา แต่ผลการตัดเกรดยังได้คะแนนใต้สอบผ่านเล็กน้อย

พรรคประชาธิปัตย์ — 37/100

ช่วงอยู่ในครม.แทบไม่มีบทบาทสำคัญ นอกจากบทบาทของส.ส.บางคนซึ่งไม่ได้สะท้อนว่ามาจากจุดยืนพรรคเลยให้คะแนนลำบาง หลังปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคม รีแบรนด์ด้วยแนวคิด Fair Trade เสนอ กฎหมายต้านนอมินี เกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม เปิดเสรีโครงข่ายพลังงาน และโควตา SME ในจัดซื้อจัดจ้างรัฐ เป็นแนวทางกำกับพฤติกรรมตลาดมากกว่าสั่งแตกกิจการแตะโครงสร้าง จึงได้ต่ำว่าเพื่อไทยเล็กน้อย

พรรคภูมิใจไทย — 25/100

มีนโยบายเชิงราคา/ต้นทุน (พลังงาน ค้าปลีก ดิจิทัล) แต่ ไม่พบข้อเสนอแก้กฎหมายแข่งขันหรือเครื่องมือทลายทุนผูกขาดเชิงโครงสร้าง ในช่วงที่ร่วมรัฐบาลทั้งในฐานะพรรคร่วมและช่วงสั้นๆที่เป็นผู้นำรัฐบาลก็ไม่เห็นบทบาทใดๆในกรณีทุนผูกขาด จึงได้คะแนนต่ำ

พรรครวมไทยสร้างชาติ — 20/100

มีวาทกรรมชนกับทุนพลังงานผ่านมาตรการบริหาร เช่น ตรึงราคาไฟ–น้ำมัน และพยายามเปิดเสรีนำเข้าน้ำมัน แต่ยังไม่สามารถรื้อสัญญาโรงไฟฟ้า IPP และยังไม่มีข้อเสนอหรือความพยายามในการแก้กฎหมายเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

พรรคกล้าธรรม — 0/100

ยังไม่พบนโยบายระดับพรรคหรือบทบาทในสภาเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้า


หลักคิด เกณฑ์ และเกณฑ์ย่อยๆ ในการให้คะแนน

1) ให้ความสำคัญกับ “การเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจ” มากกว่า “มาตรการบรรเทาปลายทาง” เช่น แก้กฎหมาย / เพิ่มอำนาจหน่วยงานกำกับ = คะแนนสูง แค่ตรึงราคา / อุดหนุนชั่วคราว = คะแนนต่ำกว่า

2) โครงสร้างคะแนนรวม 100 คะแนน

แบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่

หมวด A : บทบาทเชิงปฏิบัติที่ผ่านมา (60 คะแนน)
A1 ตรวจสอบ–อภิปราย–เปิดโปงทุนผูกขาด (20)
A2 เสนอร่างกฎหมาย/แก้ไขกฎหมาย (20)
A3 เผชิญหน้า state capture / ถูกคุกคามจากการตรวจสอบ (10)
A4 ความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ (10)
ใช้วัดว่า “พรรคเคยทำอะไรจริงแล้วบ้าง”

หมวด B : นโยบายเลือกตั้ง & เครื่องมือเชิงโครงสร้าง (40 คะแนน)
B1 เจตจำนงต้านทุนผูกขาด (6)
B2 กฎหมาย/โครงสร้าง/สถาบันกำกับ (18)
B3 นโยบายรายภาค
(เกษตร / อาหาร / ค้าปลีก / พลังงาน / สื่อสาร / แพลตฟอร์ม) ( 8 )
B4 ความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ (4)
B5 ตรวจสอบได้และโปร่งใส (4)
ใช้วัดว่า “พรรคเสนอจะเปลี่ยนกติกาอย่างไร”

ที่มา