ในทุกๆ ปีที่ฝุ่นควัน PM2.5 ปกคลุมประเทศไทย ชุดข้อมูลหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อชี้นิ้วหาจำเลยคือสถิติ Hotspot ที่ระบุว่ากว่า 80% เกิดขึ้นในเขตป่า ตัวเลขนี้สร้างมายาคติให้สังคมเชื่อว่าสาเหตุหลักมาจากไฟป่า หรือวิถีชาวบ้านหาของป่า
หากวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ ความจริงที่ปรากฏกลับตรงกันข้าม พื้นที่เหล่านั้นไม่ใช่ป่าจริงในทางนิเวศวิทยา แต่คือพื้นที่เกษตรกรรมที่ที่อยู่ในเขตกฎหมายป่าไม้ เกินครึ่งจนถึงเกือบทั้งหมดคือพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
เมื่อไร่ข้าวโพดถูกนับเป็นผืนป่า เพราะกฎหมายแต่ไม่ได้เป็นป่าจริงๆ
สถิติที่ระบุว่าไฟเกิดในเขตป่า เป็นผลมาจากการรายงานตามสถานะที่ดินตามกฎหมายไม่ได้พิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดินจริง โดยหากเราซ้อนทับแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน จะพบว่าพื้นที่ป่าสงวนฯ จำนวนมหาศาลถูกเปลี่ยนสภาพเป็นไร่ข้าวโพดบนที่สูงมานานกว่าทศวรรษ เมื่อมีการเผาเศษซากข้าวโพดเพื่อเตรียมดินรอบใหม่ ระบบจะบันทึกพิกัดนั้นว่าเป็น “ไฟป่า”
หลักฐานจากวงจร “ไฟซ้ำซาก” ที่ป่าธรรมชาติทำไม่ได้
เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดคือเรื่อง “วัฎจักรเชื้อเพลิง” ซึ่งมีเพียงข้าวโพดเท่านั้นที่ผลิตเชื้อเพลิงใหม่ให้เผาได้ทุกปี ข้อมูลร่องรอยการเผาไหม้ (Burned Area) พบว่าพิกัดเดิมเกิดไฟไหม้ซ้ำๆ ทุกปี สูงถึง 60-70% ซึ่งในกรณีป่าธรรมชาติหากไหม้แล้วต้องใช้เวลา 2-3 ปีในการสะสมใบไม้แห้งใหม่ การที่พิกัดเดิมไหม้ซ้ำซากทุกปีคือหลักฐานชี้ว่ามีการปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวโพดเพื่อเติมเชื้อเพลิง (ซังและตอซัง) ลงไปใหม่ในทุกๆ ฤดูกาลผลิต ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าพิกัดเผาซ้ำซากเหล่านี้สัมพันธ์กับวงจรการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงอย่างชัดเจน
ไม่ใช่ไฟจากการเก็บเห็ดถอบ
เพราะเห็ดเหล่านี้เติบโตได้ด้วยความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับ Mycorrhiza และต้องการอินทรียวัตถุจากใบไม้ที่เน่าเปื่อยเป็นอาหาร การเผาซ้ำซากทุกปีจะทำลายหน้าดินจนแห้งกร้าน จุลินทรีย์ในดินตาย และอินทรียวัตถุถูกทำลายจนหมด ป่าที่ถูกเผาซ้ำทุกปีจะไม่สามารถผลิตเห็ดได้ในปริมาณมากพอที่คนจะเข้าไปเก็บ ดังนั้นในแง่ของผลผลิต พื้นที่ที่ไหม้ซ้ำซาก 60–70% จึงไม่ใช่พื้นที่หาเห็ด แต่เป็นพื้นที่เตรียมแปลงปลูกพืช ชุมชนปะกาเกอะญอยืนยันตรงกัน
พื้นที่ข้าวโพด 15% แต่กลับสร้างไฟ 70%
การวิเคราะห์เชิงลึกเผยให้เห็นว่า จุดความร้อนไม่ได้กระจายตัวในป่าลึก แต่กระจุกตัวในไร่ข้าวโพดที่รุกคืบเข้าไปในเขตป่า รายงานชิ้นหนึ่งของ TDRI วิเคราะห์ว่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดแฝงในเขตป่าภาคเหนือมีสัดส่วนเพียง 12-15% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด แต่พื้นที่ “ส่วนน้อย” นี้กลับเป็นต้นกำเนิดของ Hotspot มาก ไบโอไทยประเมินว่าอาจจะถึง 60-70% เลยทีเดียว
ดัชนีความชื้น (NDMI) ยืนยันพิกัดพื้นที่แปลงเกษตรไม่ใช่ป่า
งานของสวก. ใช้ดัชนี NDMI ตรวจพบว่าพิกัดที่เกิดไฟส่วนใหญ่ในเขตป่า มีค่าความชื้นต่ำในระดับเดียวกับพื้นที่เกษตรที่ถูกเก็บเกี่ยวแล้ว (เศษวัสดุแห้ง) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไร่ข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ฮอตสปอตและ PM2.5 ที่เกิดในประเทศไทยเท่านั้น ยังไม่พูดถึงในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งสัดส่วนของฮอตสปอตมากกว่าหลายเท่าตัว ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม การรายงานฮอตสปอตโดยแปรข้อมูลฮอตสปอตซึ่งเกิดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเป็นพื้นที่ป่า และชี้นิ้วไปที่ชาวบ้านเก็บเห็ด เป็นการลบตัวการใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบคืออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ออกจากผู้ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาฝุ่นพิษไปอย่างแนบเนียน