ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 คำว่า “ปัญหาหมอกควัน” ยังไม่ใช่เรื่องของภาคเหนือ แต่เป็นเรื่องของภาคใต้ของไทยและอาเซียน เมื่อการเผาในไร่ปาล์มของอินโดนีเซียทำให้หมอกควันปกคลุมภูมิภาคจนกลายเป็นข่าวดังระดับโลก ตลอดช่วงปี พ.ศ.2540-2549 การพูดถึงปัญหาหมอกควันในระดับนโยบายของไทยยังไม่ได้โฟกัสมาที่ภาคเหนือแม้แต่น้อย


แล้วอะไรทำให้ภาคเหนือกลายเป็นแหล่งฝุ่นพิษระดับชาติตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา?
ในปีนั้น ภายใต้กรอบ “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง” หรือ ACMECS รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากกัมพูชา ลาว และพม่า “ได้เสรีไม่จำกัดปริมาณ และช่วงเวลานำเข้า” นั่นคือประตูที่เปิดออกและผลที่ตามมาทันทีคือ เกษตรกรไทยขายข้าวโพดได้ในราคาต่ำลง พื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยลดลงในช่วงปี 2546-2550 เกือบล้านไร่ แต่ที่หายไปจากไทยไม่ได้หายไปจากโลก มันไปโผล่ในประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะในพม่าที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารสัตว์ไทยเข้าไปส่งเสริมการปลูกอย่างเป็นระบบ
จากไร่ข้าวโพด สู่ควันเหนือเชียงใหม่
การศึกษาของ NASA ย้อนหลังเกือบ 20 ปี พบว่า พื้นที่เผาไหม้ในไทยเกิดจากพื้นที่เกษตรมากกว่าพื้นที่ป่า จากการศึกษาการเผาไหม้และการปล่อยมลพิษในเอเชียอาคเนย์และเอเชียใต้หลายประเทศของทีมวิจัยที่นำโดย Krishna Vadrevu แห่ง NASA Marshall Space Flight Center และคณะจาก University of Alabama, Geospatial Research Laboratory, Engineer Research and Development Center,University of California, University of Maryland ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Nature เมื่อ 29 ตุลาคม 2022 พบว่า ในกรณีประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2020 การเผาในพื้นที่เกษตรมี “พื้นที่การเผาไหม้” (burnt area)มากกว่าพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน (เฉพาะปี 2020 เท่านั้นที่การเผาในพื้นที่ป่ามากกว่าเล็กน้อย)
งานศึกษาของ NASA ให้โทนแตกต่างจากการศึกษาของหน่วยงานรัฐในประเทศไทย ที่มักระบุว่าการเผาในพื้นที่ป่ามากกว่าการเผาในพื้นที่เกษตรมาก ซึ่งเรามีข้อสังเกตว่าการสรุปเช่นนั้นสอดคล้องกับทัศนคติของรัฐและเอกชนบางกลุ่มที่กล่าวโทษชาวบ้านและชุมชนที่อาศัยป่าว่าเป็นสาเหตุของการเผาไหม้ แทนที่จะกล่าวถึงปัญหา “เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว” ซึ่งทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องรับผิดชอบด้วย เช่นเดียวกับรัฐที่มีบทบาทสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม และปัญหาการเผาในภาคเกษตรที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษเริ่มกลายเป็นปัญหาระดับชาติพร้อมๆ กับการขยายตัวของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้าวโพด และอ้อย เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง
เมื่อเราเดินตามรอยข้าวโพดพม่า ภาพจะชัดขึ้นอีก พื้นที่ปลูกข้าวโพดในพม่าเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านไร่ ระหว่างปี 2547-2564 และมีแนวโน้มแซงพื้นที่ปลูกข้าวโพดในไทย เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพม่าส่วนใหญ่นำเข้าจากไทย บริษัทที่ขายเมล็ดพันธุ์คือบริษัทเดียวกับที่ขายปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และรับนำเข้าผลผลิตกลับมาเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศไทย ทั้งหมดนี้อยู่ในเครือเดียวกันแทบทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น รองประธานกรรมการของเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรและอาหารดังกล่าว พึ่งลาออกเพื่อมารับตำแหน่งรองนายกฯ ที่ดูแลสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ คำถามจึงเกิดขึ้นเองว่า ใครจะแก้ปัญหา
ชาวบ้านในวิถีดั้งเดิม ไม่เคยทำให้เกิดวิกฤต ถูกป้ายสีให้เป็นแพะรับบาป
สิ่งที่ต้องย้ำให้ชัดคือ การทำเกษตรในวิถีแบบเดิมของชุมชนบนพื้นที่สูง ไม่ว่าจะเป็นการหาผักหวาน เห็ดเผาะ ไข่มดแดง หรือไร่หมุนเวียน ไม่เคยสร้างปัญหาฝุ่นพิษระดับชาติขนาดนี้ใดๆมาก่อน แต่กลับเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างหากที่ผลักดันการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวเข้าไปแทนที่วิถีเหล่านั้น เกษตรกรรายย่อยก็กลายเป็นแค่ฟันเฟืองในระบบ ได้ผลตอบแทนเพียงน้อยนิดหลังหักต้นทุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และดอกเบี้ยเงินกู้ แต่กลับถูกสังคมชี้หน้าว่าเป็นต้นเหตุของฝุ่นพิษ


การโทษชาวบ้านที่จุดไฟเผาเศษซากข้าวโพดจึงเป็นเพียงการมองที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นตอแท้จริง คือ นโยบายจากภาครัฐที่ถูกเอกชนหนุนหลัง
และเราถูกโปรโมทให้ภาคภูมิใจกับโครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรของบริษัทอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ที่กลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก แต่เรากลับถูกยัดให้เจอปัญหาไว้ ให้รับกรรมไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่นพิษ การชะล้างพังทลายของดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ หรือผลกระทบต่อสุขภาพทั้งภูมิภาค
ทางออกที่ยั่งยืนไม่ใช่การออกกฎห้ามเผาเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรเชิงเดี่ยวที่ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ไปสู่เกษตรเชิงนิเวศที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่เกษตรกรรายย่อย สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่ต้องพึ่งพาการเผาเพื่อเตรียมแปลง ควบคู่ไปกับการทบทวนนโยบายการนำเข้าข้าวโพดที่เปิดเสรีไว้อย่างไร้ขีดจำกัดต่างหาก



