เมื่อปี 2007 ชาวเม็กซิกันนับแสนออกมาเดินขบวนในกรุงเม็กซิโกซิตี้ ถือกระทะ เคาะช้อน ตะโกนเรียกร้อง “ราคาตอร์ติญ่าที่เป็นธรรม” หลังราคาข้าวโพดพุ่งสูงเกินเท่าตัว ภายใต้ผลพวงจากความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ที่เคยถูกอ้างว่าข้าวโพดราคาถูกจากสหรัฐจะทำให้ราคาอาหารในเม็กซิโกถูกลง

แม้เม็กซิโกจะเป็น “ประเทศต้นกำเนิดและศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพของข้าวโพด” และประชาชนบริโภคตอร์ติญ่าเป็นอาหารหลักทุกมื้อ แต่การเปิดเสรีนำเข้าข้าวโพดราคาถูกจากสหรัฐฯ ทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียตลาด ถูกเบียดด้วยบริษัทขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน เมื่อราคาข้าวโพดโลกถูกผลักดันโดยความต้องการเอทานอลและการเก็งกำไร ราคาตอร์ติญ่าภายในประเทศกลับพุ่งขึ้น จนเม็กซิกันยากจนซึ่งพึ่งพาตอร์ติญ่าเป็นอาหารหลักต้องออกมาประท้วง

รัฐบาลเม็กซิโกต้องเร่งเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่ ออก “Tortilla Price Stabilization Pact” เพื่อจำกัดราคาที่ 8.50 เปโซต่อกิโลกรัม แต่ในความเป็นจริง หลายร้านยังขายสูงถึง 12–15 เปโซ ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารปะทุขึ้น และกรณีนี้ถูกบันทึกว่าเป็น “วิกฤตตอร์ติญ่า” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่และ NAFTA

กรณีนี้สะท้อนประเด็นสำคัญว่า “การเปิดนำเข้าไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะได้อาหารราคาถูกลง” ตรงกันข้าม การเปิดเสรีอาจทำให้ เกษตรกรรายย่อยถูกทำลายความสามารถในการผลิต ตลาดตกอยู่ในมือผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่รายที่ควบคุมราคา และราคาภายในประเทศผันผวนตามแรงกดดันตลาดโลก ไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อของประชาชน หรืออีกนัยหนึ่ง ราคาสินค้าอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างตลาดและอำนาจของบริษัทขนาดใหญ่

ในห้วงเวลานี้ มีเสียงขานรับว่าไทยควรเปิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ เพื่อกดราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ลง หวังให้เนื้อหมู ไก่ และอาหารแปรรูปมีราคาถูกลง แต่บทเรียนจากเม็กซิโกเตือนเราว่า ผลลัพธ์อาจไม่เป็นเช่นนั้น

การปล่อยให้บริษัทนำเข้าหรือผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ครอบงำตลาด ในขณะที่การผลิตโดยเกษตรกรรายย่อยล่มสลายลง ราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ถูกลงอาจไม่ถูกส่งต่อถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หรือผู้บริโภค แต่กลับกลายเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มทุนไม่กี่ราย

การเปิดนำเข้าราคาถูกอาจทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศสูญเสียรายได้ ถูกบังคับให้เลิกอาชีพ ไปตายเอาดาบหน้า เช่นเดียวกับชาวไร่เม็กซิกันที่ต้องทิ้งไร่นาไปเป็นแรงงานราคาถูกในเมือง

“วิกฤตตอร์ติญ่า” ชี้ให้เห็นว่า การฝากความหวังกับการนำเข้าไม่ได้สร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่กลับทำให้ประเทศเปราะบางต่อแรงกดดันภายนอก สำหรับไทย ทางออกที่ยั่งยืนควรอยู่ที่เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรรายย่อยในประเทศ ปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน โดยเกษตรกรรายย่อยควรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมมากกว่านี้

ขนาดข้าวโพดจากสหรัฐไม่ทันได้นำเข้า กลุ่มทุนอาหารสัตว์ก็เล่นเกมกดราคาข้าวโพด จากมตินบขพ.ที่ราคา 7.05-8.90 บาท เหลือเพียง 5 บาทกว่า/ก.ก.เท่านั้น

หากเราไม่เรียนรู้จากบทเรียน NAFTA การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะกลายเป็นวิกฤตเกษตรกรรมสำหรับเกษตรกรรายย่อยและวิกฤตอาหารของประชาชนทุกคน แบบที่เกิดขึ้นแล้วในเม็กซิโก

ชาวไร่ข้าวโพด นัดรวมพล ทวงราคาประกัน 7.05 บาท จับตานำเข้าสหรัฐทุบซํ้่า

ที่มา