จากข้อมูลการติดตามโครงสร้างอุตสาหกรรมการเกษตรในช่วงปี พ.ศ.2566-2569 ที่ผ่านมา
เราพบว่ามีการรวมศูนย์ในระดับที่น่ากังวล CPF ครองส่วนแบ่งการผลิตสูงถึง 42% ใกล้เคียงครึ่งประเทศ
Betagro & Cargill ตามมาที่ประมาณรายละ 12-15%
TFG ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5-8%
นั่นหมายความว่า หากนับแค่ 3 บริษัทแรก พวกเขาครอบครองการผลิตรวมกันเกือบ 70% ของทั้งประเทศ !
ไบโอไทย รวบรวมและประมวลจากข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ รายงาน One Report ของบริษัทที่เกี่ยวข้อง พร้อมบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงต่อสื่ออุตสาหกรรมโลกอย่าง Feedinfo ที่ยืนยันตัวเลข 42% นี้ด้วยตัวเอง โดยใช้สถิติสมาคมฯที่ระบุปริมาณความต้องการอาหารสัตว์รวมของไทย (ประมาณ 20-22 ล้านตัน/ปี) คำนวณย้อนกลับจากโควตานำเข้าวัตถุดิบ (ข้าวโพด/ถั่วเหลือง) และประมาณการจากจำนวนสัตว์ในฟาร์มเครือข่าย
“การครอบครองการผลิต” (Production Share) ตามภาพนั้น ไม่ใช่ยอดจำหน่ายอาหารสัตว์ แต่เป็นปริมาณอาหารสัตว์ทั้งหมดที่ผลิตได้จากโรงงาน ซึ่งรวมอาหารที่ผลิตเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ในฟาร์มตัวเอง อาหารสัตว์ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา และอาหารสัตว์ที่วางขายในตลาดทั่วไป
ซึ่งโดยตัวเลขนี้ทำให้เราเห็น “อิทธิพลการคุมปัจจัยการผลิต” ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่นั่นเอง ไม่ใช่เฉพาะ “ส่วนแบ่งตลาดอาหารสัตว์” แต่เพียงอย่างเดียว
ทำไมเราต้องตั้งคำถามกับการ “รวมศูนย์” (Centralization) นี้
- เมื่อบริษัทเดียวควบคุมการผลิตเกือบครึ่ง พวกเขาย่อมมีอำนาจต่อรองมหาศาลในการกำหนดราคารับซื้อพืชไร่จากเกษตรกรรายย่อย
- เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยจะแข่งขันได้อย่างไร? เมื่อต้นทุนอาหารสัตว์ (ซึ่งเป็นมากกว่า 70% ของต้นทุนทั้งหมด) ถูกควบคุมโดยคู่แข่งรายใหญ่
- การเปลี่ยนแปลงการดำเนินการทางธุรกิจใดๆของบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ส่งผลสะเทือนต่ออาหารในจานของพวกเราทุกคน
ในช่วงวิกฤตการณ์สงคราม ส่งผลให้ราคาหมู ไก่ ไข่ กำลังพุ่งขึ้น ใครคือผู้ได้ประโยชน์ และใครคือผู้ได้รับผลกระทบ เราชวนมาดูแนวโน้มค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่ มากกว่า 1 ใน 3 เป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และพบสัญญาณราคาอาหารจะเพิ่มขึ้น โดย ไทยรัฐพาดโปรยหัวข่าววันนี้ (23/3/69) ว่า “ชาวบ้านโอด! ค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่ พาเหรดขึ้นราคา สวนทางพาณิชย์ตรึงราคา” แต่ไปเดินตลาดสดวันนี้หมูเนื้อแดงพุ่งทะลุ 165 บาท/กก. ไก่สดขยับขึ้นอีก 10 บาท ส่วนไข่ไก่ทะลุ 4 บาท/ฟองไปแล้ว! ชาวบ้านโอด แบกรับค่าครองชีพไม่ไหว”



ครัวเรือนไทยเฉลี่ยใช้เงิน 37% กับอาหาร แต่กลุ่มคนจนใช้ประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด หมายความว่าราคาอาหารขึ้น 10% คนจนกระทบแรงกว่าคนรวยหลายเท่า นี่คือเหตุผลที่วิกฤตพลังงาน = วิกฤตอาหาร และ ก็คือ วิกฤตความเหลื่อมล้ำนั่นเอง