ภาพโครงสร้างการผลิตและตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การผลิต/ตลาดอาหารสัตว์ และหมูขุน จะช่วยทำให้เราเห็นผลกระทบ/ผลประโยชน์จากการเปิดตลาดข้าวโพดและเนื้อหมูให้กับสหรัฐฯได้เข้าใจมากขึ้น
การเปิดตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภาษีเป็นศูนย์ จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไม่เฉพาะชาวไร่ข้าวโพด 450,000 รายเท่านั้น แต่การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพด ข้าวสาลีอาหารสัตว์ และ DDGS จะส่งผลต่อชาวนา และชาวไร่มันสำปะหลังจำนวนหนึ่งด้วย เพราะวัตถุดิบนำเข้าดังกล่าวสามารถทดแทนวัตถุดิบในประเทศได้ แต่ในขณะเดียวกันจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทอาหารสัตว์ เช่น ซีพี เบทาโกร แหลมทอง คาร์กิล เพราะจะเพิ่มซัพพลายวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาถูกให้เลือกใช้มากขึ้น
ในขณะที่การเปิดตลาดเนื้อหมู/เครื่องในหมู จะส่งผลกระทบต่อทั้งบริษัทเอกชนอย่างซีพี เบทาโกร TFG และต่อเกษตรกรรายย่อยด้วย แต่ผลกระทบในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อซีพีและผู้ผลิตหมูรายใหญ่มากกว่า เพราะส่วนแบ่งตลาดของเกษตรกรรายย่อยกว่า 140,000 รายนั้นมีส่วนแบ่งเพียง 20% ของการเลี้ยงหมูเท่านั้น
แรงกดดันของภาษีทรัมป์ ทำให้กลุ่มผู้ตัดสินใจนโยบายต้องเลือกว่า 1) ระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม 2) ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการรายใหญ่ 3) ระหว่างการปกป้องเซ็คเตอร์วัตถุดิบอาหารสัตว์/การเลี้ยงสัตว์ กับการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆที่ต้องต่อรองเพื่อไม่ให้ถูกกำหนดภาษีในระดับสูง และ 4) ระหว่างผู้บริโภคที่หวังว่าจะซื้อหมูได้ถูกลงกับกลุ่มผู้เลี้ยงหมู
พวกเขาจะเลือกอย่างไร ? ภายใต้วิธีคิดอะไร ?
สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปเสมอมาเมื่อต้องตัดสินใจทางนโยบายเกี่ยวกับการค้าซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมากก็คือ การขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คนโดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยที่เกี่ยวข้อง และรวมทั้งหลักการ/วิธีคิดในการตัดสินใจทางนโยบายที่มากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจและการค้า เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร และความยั่งยืน เป็นต้น