บทสรุปจากบท Biodiversity Credit จาก รายงาน Scaling Up Biodiversity-Positive Incentives Delivering on Target 18 of the Global Biodiversity Framework Report, (OECD) 10 September 2025
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ biodiversity credits กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในเวทีโลก ทั้งในภาคธุรกิจ การเงิน องค์กรระหว่างประเทศ และรัฐบาลหลายแห่งที่ต้องการ “ดึงเงินภาคเอกชน” มาร่วมปกป้องธรรมชาติ รายงาน OECD (2025) ได้วิเคราะห์ระบบเครดิตนี้อย่างละเอียด และตั้งคำถามว่าเราควรเดินหน้าอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยปัญหาของตลาดคาร์บอนที่กำลังเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือในปัจจุบัน

ทำไมโลกกำลังมองหา biodiversity credits?
ภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก Kunming-Montreal (KMGBF) ประเทศต่าง ๆ มีพันธสัญญาจะ “หยุดและย้อนกลับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030” หนึ่งในเป้าหมายคือการขยายกลไกสร้างแรงจูงใจเชิงบวกให้ธรรมชาติ (biodiversity-positive incentives).
ในบริบทที่งบประมาณรัฐทั่วโลกไม่พอ และผลกระทบต่อธรรมชาติเกิดขึ้นเร็วกว่าที่รัฐจะรับมือได้ ระบบเครดิตจึงถูกเสนอให้เป็น “ช่องทางระดมทุนใหม่” เพื่อสนับสนุนกิจกรรม เช่น การฟื้นฟูป่า การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ การเพิ่มประชากรสัตว์ป่าหรือพันธุ์พืชหายาก การบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์
อย่างไรก็ตาม OECD เตือนว่า ความเร่งรีบสร้างตลาดใหม่โดยไม่มีมาตรฐาน อาจนำไปสู่ความเสี่ยงสูงเหมือนตลาดคาร์บอนสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ที่มีประเด็นด้านคุณภาพและการทำ greenwashing อย่างหนักในปัจจุบัน
เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพคืออะไร? ต่างจาก “offsets” อย่างไร?
รายงานชี้ว่า ยังไม่มีนิยามสากลร่วมกัน ของ biodiversity credits แต่มีหลักการร่วมที่พบได้มากที่สุดคือ “หน่วยเครดิตที่เกิดจากผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถตรวจวัดได้ และสามารถซื้อขายเพื่อนำเงินทุนไปสนับสนุนการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูธรรมชาติ”
หลายองค์กร เช่น NatureFinance หรือ Biodiversity Credit Alliance (BCA) เน้นย้ำว่าเครดิตควร “ไม่ใช่” กลไกใช้ชดเชยความเสียหาย (offset) แต่เป็น รางวัลสำหรับผลบวกต่อธรรมชาติเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม OECD พบว่าในความเป็นจริง คำว่า “เครดิต” และ “ออฟเซ็ต” ยังถูกใช้สลับกัน ก่อให้เกิดความสับสน และอาจกลายเป็นการเปิดทางให้ธุรกิจนำเครดิตไปใช้เป็นใบอนุญาตทำลายธรรมชาติในที่หนึ่ง เพื่อแลกกับการฟื้นฟูอีกที่หนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักการอนุรักษ์อย่างรุนแรง
ความเคลื่อนไหวสำคัญทั่วโลก: ตลาดยังไม่เกิด แต่ความคาดหวังสูง
รายงานยืนยันว่า “ตลาดเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกยังไม่เกิดขึ้นจริง” แต่มีความพยายามหลายด้าน เช่น World Economic Forum (WEF) เปิด Biodiversity Credits Initiative ตั้งแต่ปี 2022 ตั้งคณะทำงานใหม่ เช่น Biodiversity Credit Alliance (BCA) และ International Advisory Panel on Biodiversity Credits (IAPB) เพื่อร่างมาตรฐาน ประเทศบางส่วนเริ่มทดลองสร้าง “โครงการเครดิตนำร่อง” ในป่าฝน ทะเล หรือลุ่มน้ำ แต่ OECD เห็นชัดว่า กลไกนี้ยังอยู่ใน “ระยะตั้งไข่” และจำเป็นต้องออกแบบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
บทเรียนจากตลาดคาร์บอน: อย่าทำผิดซ้ำ
OECD ย้ำว่าหากต้องการสร้างตลาดเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือ ต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดแบบตลาดคาร์บอน โดยบทเรียนสำคัญคือ
- Additionality – ต้องพิสูจน์ว่าผลลัพธ์จะ “ไม่เกิดขึ้น” หากไม่มีโครงการ โครงการจำนวนมากในตลาดคาร์บอนไม่ผ่านหลัก “เพิ่มเติม” ทำให้เครดิตไม่สะท้อนผลจริง
- Baseline – ต้องกำหนดสภาวะปกติให้ชัดเจน หากไม่มี baseline ที่น่าเชื่อถือ ก็ไม่รู้ว่าผลที่อ้างว่าดีขึ้นนั้นมาจากอะไร
- Permanence – ผลลัพธ์ต้องถาวรหรือมีระบบป้องกันความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น ป่าที่รับเงินเครดิตอาจถูกตัดในภายหลัง หากไม่มีการประกันความถาวร
- Verification – ต้องมีผู้ตรวจสอบอิสระอย่างเข้มงวด อันนี้อ่อนไหวที่สุด เหมือนเคส Verra ในคาร์บอนเครดิตที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนตลาดคาร์บอนโดยรวมรวนไปหมด (แถมตอนนี้เสนอหน้ามาทำโบโอฯเครดิตอีก)
OECD เตือนว่า หากไม่มีระบบตรวจสอบที่แข็งแรง ตลาดเครดิตจะกลายเป็นพื้นที่ greenwashing แบบตลาดคาร์บอน

ความเสี่ยงหลักที่ OECD เตือน
รายงานระบุ 6 ความเสี่ยงที่ทุกประเทศต้องระวัง
- ความสับสนระหว่าง “credit” และ “offset” เปิดช่องให้ธุรกิจทำลายธรรมชาติแล้ว “ซื้อการทำความดี” เล็กๆน้อยๆเพื่อกลบผลกระทบ
- การไม่มีมาตรฐานกลาง ทำให้เปรียบเทียบกันไม่ได้ และเสี่ยงขายซ้ำซ้อน (double counting)
- ค่าใช้จ่ายในการวัดผลสูงมาก การติดตามระบบนิเวศซับซ้อนและต้องใช้เวลายาวนาน อันนี้คาร์บอนเครดิตชิดซ้ายไปเลย
- ความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิชุมชนและชนพื้นเมือง ถ้าพื้นที่เครดิตอยู่ในที่ดินชุมชน อาจก่อปัญหาความขัดแย้งเหมือน REDD+ ดังที่เราเห็นจากแถลงการณ์ของชนพื้นเมืองในการประชุม COP ที่ผ่านมาที่บราซิล
- Greenwashing และการสถาปนาเป็น “ใบอนุญาตทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ”เสียเอง
- อาจดึงทรัพยากรจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอื่นๆที่จำเป็น เหมือนตอนนี้ประชาคน “สิ่งแวดล้อม” ที่มากระจุกกันที่ “คาร์บอน” ในขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆถูกละเลย หรือไม่ได้รับการสนับสุนเพียงพอ
ข้อเสนอของ OECD: หากจะทำ ต้อง “ถูกต้อง”
รายงานเสนอแนวทางสำคัญ 7 ประการ
- รัฐต้องมีบทบาทกำกับชัดเจน ไม่ปล่อยให้เอกชนสร้างตลาดเอง แต่ในรัฐแบบไทยจะเป็นอย่างไรนะ ?
- ต้องมีตัวชี้วัด (metrics) ที่โปร่งใส และอิงหลักวิทยาศาสตร์
- ต้องวางระบบตรวจสอบและฐานข้อมูล (registries) ที่กันการนับซ้ำ
- ต้องพิสูจน์ additionality ให้ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้นเองอยู่แล้ว เหมือนเอาป่าชุมชนของชาวบ้านไปเคลมเครดิตเหมือนเคสในไทย
- ต้องสร้างความถาวรของผลลัพธ์ (permanence) และกลไกป้องกันความเสี่ยง
- ต้องการความมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองตั้งแต่ต้น
- ต้องเชื่อมโยงกับการปฏิรูประบบอุดหนุนที่ทำลายธรรมชาติ ไม่ใช่สร้างตลาดเพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาหลัก ช่น การยกเลิกเงินอุดหนุนทำลายธรรมชาติ ซึ่ง OECD ย้ำว่าสำคัญกว่าตลาดเครดิตมาก
ข้อสังเกตสำหรับประเทศไทย
- ตลาดเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพยังใหม่มาก ไทยควรระวังการผลักดันแบบเร่งรัด เพราะอาจทำซ้ำรอยปัญหาตลาดคาร์บอน
- การออกแบบต้องให้สิทธิชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพราะหลายพื้นที่อนุรักษ์อยู่ในที่ดินทำกินดั้งเดิมของชุมชน
- ต้องไม่ใช้เครดิตเป็นเครื่องมือชดเชยความเสียหายของโครงการพัฒนาใหญ่ เช่น เขื่อน นิคมอุตสาหกรรม หรือเหมืองแร่
- ไทยควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่า เช่น ยกเลิกเงินอุดหนุนที่ทำลายธรรมชาติ ปฏิรูปการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ฟื้นฟูระบบนิเวศโดยใช้กฎหมายกำกับ
- ตลาดเครดิตอาจใช้ได้เฉพาะกรณีจำกัด จริงๆ เช่น โครงการฟื้นฟูโดยชุมชนที่มีการกำกับดูแลเข้มและมิใช่เพื่อ offset เอาไปขายต่อ
สรุปของสรุป
ภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ของไทย น่าห่วงว่าการนำเอาเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ จะซ้ำเติม ขยายความเหลื่อมล้ำเหมือนกรณียุทธศาสตร์ BCG ที่ร่างไว้สวยหรู แต่ในท้ายที่สุดกลับเป็นการยกทรัพยากรและกลไกการบริหาร+งบประมาณให้กับการแสวงหาประโยชน์และการสร้างภาพของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วกำลังผลาญทรัพยากร ผลิตคาร์บอน สร้างฝุ่นพิษ และทำลายสิ่งแวดล้อม อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน