ไทยและอินโดนีเซียปลูกข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมทั่วไป ในขณะที่ฟิลิปปินส์และเวียดนามอนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ
เมื่อดูผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่(อย่างเป็นทางการ)ของประเทศต่างๆเปรียบเทียบ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ฟิลิปปินส์ซึ่งเริ่มปลูกข้าวโพดจีเอ็มโอในปี 2003 และปัจจุบันมีการปลูกข้าวโพดจีเอ็มโอมากกว่า 85% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ยังคงอยู่ที่ 523 ก.ก.ต่อไร่ หรือน้อยกว่าไทยซึ่งไม่ปลูกจีเอ็มโอถึงกว่า 40%
ในขณะเดียวกันเวียดนามซึ่งรัฐอนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอเมื่อปี 2013 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดจีเอ็มโอ 50% ของการปลูกข้าวโพดทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 806 ก.ก./ไร่ (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของไทย ไม่นับเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ที่ได้ผลผลิตมากกว่านั้นเยอะ) ซึ่งยังน้อยกว่าอินโดนีเซีย(ที่ไม่ปลูกจีเอ็มโอ) ที่มีผลผลิตเฉลี่ย 1,291 ก.ก./ไร่
พืชจีเอ็มโอไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งเป็นผลของการจัดการฟาร์มทั้งระบบ แต่เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการจัดการใช้สารเคมีให้ต้านสารเคมีปราบวัชพืชให้สะดวกมากขึ้น เป็นต้น
เรายกเรื่องนี้มาเพื่อ สร้างความเข้าใจต่อบางคนที่หลงเข้าใจว่า ที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาได้ เพราะไทยไม่ปลูกพืชจีเอ็มโอ ดังนั้นถ้าให้เกษตรกรแข่งขันได้ต้องอนุญาตให้ไทยปลูกจีเอ็มโอ ! ซึ่งเป็นกับดักวาทกรรมของกลุ่มบรรษัทที่ต้องการขายเมล็ดพันธุ์แพงๆพ่วงสารเคมีปราบวัชพืช (เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจีเอ็มโอส่วนใหญ่แพงกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป 2 เท่า)
ไม่ควรเอาผลผลิตของสหรัฐมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย แล้วสรุปว่าปัจจัยหลักมาจากการใช้เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ เพราะระบบการปลูกพืชเชิงอุตสาหกรรมของสหรัฐที่เป็นแปลงเกษตรขนาดใหญ่ อยู่คนละภูมินิเวศ ใช้เครื่องจักร ปุ๋ยและสารเคมี การจัดการฟาร์ม ระบบการปลูก รวมทั้งการสนับสนุนจากรัฐ (ไร่ละ 1,000-3,500 บาท/ปี) ไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับไทยและประเทศในเอเชียอาคเณย์
การเปรียบเทียบที่ดีกว่า คือการเปรียบเทียบกับเกษตรกรรายย่อยด้วยกันในระบบนิเวศเกษตรใกล้เคียงกัน เช่น ในไทยกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งทำให้เราเห็นความจริงในเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น
ผลผลิตทางการเกษตรของข้าวโพดไทยที่ครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้วที่เคยเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาด้านต่างๆ แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่นอกจากไม่เพิ่มขึ้นแล้วยังลดลงในบางปี เนื่องจากการละเลยการวิจัยและพัฒนา การปล่อยหรือส่งเสริมการขยายพื้นที่การปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดความตระหนักในเรื่องการปลูกพืชอย่างยั่งยืนที่ต้องดูแลความอุดมสมบูรณ์ของดิน และระบบนิเวศไปพร้อมๆกัน