องค์กร Protection International รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 25668 ที่ผ่านมาผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน : แมรี่ ลอว์เลอร์ (Mary Lawlor) ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อกรณีที่ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีหมิ่นประมาท โดยได้เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter), Facebook และ Bluesky
เธอระบุว่า “ดิฉันได้ยินข่าวที่น่ากังวลจากประเทศไทย ที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ถูกฟ้องเมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันกังวลว่าข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลอาจเป็นการตอบโต้ต่อการทำงานของเขาในด้านสิทธิชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร และดิฉันจะติดตามอย่างใกล้ชิดในการพิจารณาคดีครั้งแรกของเขาในวันที่ 22 ตุลาคมนี้”
โดยโพสต์บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) ได้แท็กไปยังสำนักงานผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา เพื่อให้รัฐบาลไทยรับทราบและดำเนินการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน


สำหรับที่มาของคดีดังกล่าวนี้มีต้นตอมาจากเวทีวิชาการสาธารณะเรื่อง “หายนะสิ่งแวดล้อม กรณีปลาหมอคางดำ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 โดยมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และเชื่อมโยงกับฟาร์มยี่สารของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ในจังหวัดสมุทรสงคราม
ต่อมา บริษัท CPF ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อ BIOTHAI จำนวน 2 คดี โดยกล่าวหาว่าข้อมูลที่เผยแพร่เป็นเท็จและทำให้บริษัทเสียหาย กระทั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 อัยการมีคำสั่งฟ้องนายวิฑูรย์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และได้ส่งฟ้องทั้งสองคดีต่อศาลเรียบร้อยแล้ว
วิฑูรย์ ขอบคุณหลายองค์กรผลักดันประเด็น SLAPP จนยูเอ็นหยิบยกขึ้นพิจารณา และจับตากลไกยุติธรรมของประเทศไทยว่าปกป้องสิทธิประชาชนได้เพียงพอหรือไม่
ขณะที่วิฑูรย์กล่าวแสดงความขอบคุณต่อหลายองค์กร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่ร่วมกันผลักดันให้กรณีการฟ้องปิดปาก (SLAPP) กลายเป็นประเด็นที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้ความสนใจ พร้อมทั้งแสดงความคาดหวังว่าการที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา จะทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า กลไกยุติธรรมจะสามารถคุ้มครองและปกป้องสิทธิของประชาชนได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ระบุเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวน่าจะทำให้หลายประเทศและประชาคมโลกหันมาสนใจและติดตามการพิจารณาคดีในประเทศไทยมากขึ้น และยังแสดงความหวังว่าประเทศไทยจะพัฒนากลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้คดีความเป็นเครื่องมือปิดปากหรือขัดขวางการทำงานของประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศ

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน
ปรานม สมวงศ์ จาก องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (PI Thailand) อธิบายว่า คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งกลไกผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ปี 2000 และเพิ่งได้รับการต่ออายุล่าสุดในปี 2020 ตามมติ 43/115 และมติ 43/16 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาล บริษัทเอกชน และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าใจบทบาทและความสำคัญของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงรูปแบบการคุ้มครองที่จำเป็น
ตัวแทนจากจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (PI Thailand ) กล่าวเพิ่มเติมว่า “คดีนี้เป็นการทดสอบว่า รัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนจะปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่เพื่อยืนยันสิทธิในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของทุกคน”
กรอบสิทธิมนุษยชนและข้อกังวล
องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศมองว่าคดีนี้เป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเชิงยุทธศาสตร์ ที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก โดยการดำเนินคดีมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่และปิดปากนักปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่ตรวจสอบผลกระทบของบรรษัทขนาดใหญ่ต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร
นอกจากนี้ คดีดังกล่าวยังสะท้อนถึงปัญหาการไม่ปฏิบัติตาม หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่งกำหนดให้บริษัทเอกชนต้องเคารพสิทธิมนุษยชน และให้รัฐมีหน้าที่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการถูกกลั่นแกล้งทางกฎหมาย โดยกรณีนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการคุกคามปัจเจกบุคคล แต่ยังบั่นทอนกลไกการตรวจสอบสาธารณะ และเป็นภัยต่อความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจในสังคมประชาธิปไตย