หนึ่งในเหตุผลของการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร คือคำกล่าวคุ้นเคยที่อธิบายว่า “การเปิดตลาดและเปิดเสรีการค้าจะทำให้ผู้บริโภคได้สินค้าในราคาถูกลง” และ “ทำให้เกิดการแข่งขัน” ไปจนถึง “ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร” อย่างไรก็ตาม หลายประเทศไม่ได้เห็นเช่นนั้น เหตุผลมิใช่เรื่องผลประโยชน์และผลกระทบในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็น “บทเรียนจากวิกฤตอาหารโลก” ได้เปลี่ยนวิธีคิดของหลายประเทศและประชาชนจำนวนมากทั่วโลก

ย้อนกลับไปในปี 1974 โลกเผชิญกับ วิกฤตน้ำมันครั้งแรก ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งอาหารพุ่งขึ้น ประกอบกับภัยแล้งในเอเชียและแอฟริกา ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก หลายประเทศเริ่มตระหนักว่า พวกเขาไม่สามารถพึ่งพาตลาดโลกในการหาอาหารเลี้ยงคนในประเทศได้เสมอไป

เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว ในปี 2008 ราคาข้าว ข้าวโพด และน้ำมันพืชทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากการเก็งกำไรและการผลิตเอทานอลจากพืชอาหารในสหรัฐฯ รวมทั้งปัญหาความแห้งแล้งในหลายประเทศ ผลที่ตามมาคือ เกิดจลาจลด้านอาหารในกว่า 30 ประเทศ หลายประเทศประกาศห้ามส่งออกอาหารอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศผู้นำเข้าสุทธิเข้าถึงอาหารได้น้อยลง แม้มีเงินจ่ายก็ตาม ถ้าใครยังจำได้กลุ่มผู้นำและนักธุรกิจในประเทศอ่าวเปอร์เซียเดินทางเข้ามาหาลู่ทางและทำสัญญาเรื่องข้าวและเนื้อสัตว์ถึงประเทศไทย

ปี 2011 วิกฤตอาหารรอบใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งจากภัยแล้งในรัสเซีย และการแบนการส่งออกข้าวสาลี ซึ่งไปกระตุ้นราคาขนมปังในตะวันออกกลางอย่างฉับพลัน จุดชนวนให้เกิด Arab Spring ที่โค่นล้มรัฐบาลหลายประเทศ

ล่าสุดในปี 2022 เมื่อรัสเซียรุกรานยูเครน ประเทศที่ส่งออกข้าวสาลี และข้าวโพดรายใหญ่ของโลก ทำให้ระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก ราคาปุ๋ยและพลังงานพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น มีภาพข่าวการแย่งชิงอาหาร โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกาที่ต้องพึ่งพาข้าวสาลีจากยูเครน

COVID-19 แสดงให้เราเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเกิดภัยแล้งหรือสงครามเพื่อให้ตลาดอาหารล่ม แต่การขาดแรงงาน การปิดท่าเรือ การหยุดสายพานการผลิต ส่งผลให้แม้มีอาหารเพียงพอในบางประเทศ แต่ก็ไม่สามารถกระจายไปยังจุดที่ต้องการได้ทันเวลา

ในเวลาเดียวกัน โรคระบาดในสัตว์ เช่น ไข้หวัดนก (Avian Influenza) และ ASF (African Swine Fever) ทำให้หลายประเทศต้องทำลายสัตว์จำนวนมาก นำไปสู่ภาวะเนื้อสัตว์ขาดตลาด และราคาพุ่งสูงเฉียบพลัน

ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งหมายถึงคนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ปลอดภัย และโภชนาการครบถ้วน และอธิปไตยทางอาหาร ซึ่งหมายถึงการพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ มีสิทธิและอำนาจในการเข้าถึงและได้ประโยชน์จากระบบเกษตรกรรมและอาหาร กลายเป็นวิธีคิดพื้นฐานของรัฐและประชาชนในโลกยุคใหม่

ญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าอาหารกว่า 60% ของความต้องการในประเทศ จึงลงทุนในโครงการ Basic Plan for Food, Agriculture and Rural Areas ที่เน้นการผลิตในประเทศอย่างน้อย 45% ให้ได้ และกระจายแหล่งนำเข้าให้หลากหลายไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเกินไป

อินเดีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลก เลือกที่จะเก็บสต็อกข้าวและข้าวสาลีมหาศาล ทั้งยังระงับการส่งออกหลายครั้งเพื่อควบคุมราคาในประเทศ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แม้จะถูกสหรัฐฯ WTO หรือธนาคารโลกวิพากษ์วิจารณ์

เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ต่างมีนโยบายสำรองอาหาร และลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรในประเทศอื่นเพื่อสร้าง “ฐานผลิตนอกประเทศ” สำหรับป้อนความต้องการในภาวะวิกฤต ประเทศเรามีพื้นที่เพียงพอในการผลิตอาหารเพื่อรับประกันการมีอาหารให้สำหรับทุกคน ทำไมจะต้องกดปุ่มทำลายตนเอง ?

การเปิดตลาดให้สหรัฐ หรือแม้แต่ประเทศใดก็ตาม ในระดับที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาว สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตรายย่อย จะสร้างปัญหาเมื่อเราเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหาร ซึ่งพร้อมจะเกิดขึ้นเสมอในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็น สงคราม โรคระบาด เศรษฐกิจตกต่ำ ไปจนถึงภัยธรรมชาติ และวิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ที่มา