ในประวัติศาสตร์โลกของทุนนิยมและจักรวรรดินิยม แทบไม่มีเหตุการณ์ใดสะท้อนความโหดร้ายของ “การผูกขาดทรัพยากรชีวภาพ” ได้ชัดเจนเท่ากับ การสังหารหมู่ที่หมู่เกาะบันดา (Banda Islands) ในปี ค.ศ. 1621 เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา ไม่ใช่สงครามป้องกันตนเอง และไม่ใช่การปราบกบฏ หากแต่เป็น การฆ่าล้างชุมชนเพื่อผูกขาดลูกจันทน์เทศ (nutmeg)
ในศตวรรษที่ 16–17 ลูกจันทน์เทศเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป ใช้ทั้งเป็นเครื่องปรุง ยา และเครื่องหอม ราคาบางช่วงสูงพอ ๆ กับทองคำตามน้ำหนัก แต่สิ่งที่ทำให้ลูกจันทน์มีค่ามหาศาลไม่ใช่แค่ความต้องการของตลาด หากคือความจริงทางชีวภาพที่ว่า ลูกจันทน์เทศในเวลานั้นขึ้นได้ตามธรรมชาติแทบจะเฉพาะในหมู่เกาะบันดา ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะเล็ก ๆ ประกอบด้วยเกาะสำคัญ เช่น
- Banda Neira (ศูนย์กลางการปกครองยุค VOC)
- Run Island
- Ai Island
- Lontor (Banda Besar)

หมู่เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะโมลุกกะ หรือที่ชาวยุโรปในอดีตเรียกว่า “หมู่เกาะเครื่องเทศ” แม้พื้นที่จะเล็กมาก แต่ในศตวรรษที่ 16–17 ที่นี่คือแหล่งลูกจันทน์เทศเกือบทั้งหมดของโลก ทำให้บันดากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในระบบการค้าโลกยุคอาณานิคม นั่นหมายความว่า ใครควบคุมบันดาได้ ก็แทบจะควบคุมตลาดลูกจันทน์ของโลกทั้งใบ
ปี ค.ศ. 1602 เนเธอร์แลนด์ก่อตั้ง บริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย (VOC – Vereenigde Oostindische Compagnie) ซึ่งมักถูกยกย่องว่าเป็นบริษัทข้ามชาติสมัยใหม่แห่งแรกของโลก แต่สิ่งที่ทำให้ VOC แตกต่างจากบริษัททั่วไป คือมันได้รับอำนาจจากรัฐให้สามารถทำสงคราม ครอบครองดินแดน ทำสนธิสัญญา และใช้ความรุนแรงในนามการค้าได้ กล่าวได้ว่า VOC คือ ทุนเอกชนที่ถืออำนาจรัฐเต็มรูปแบบ
ก่อนการมาถึงของยุโรป ชาวบันดาปลูกและค้าลูกจันทน์มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ลูกจันทน์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเศรษฐกิจการค้าแบบเปิด พวกเขาขายให้พ่อค้าหลากหลายชาติ ทั้งอาหรับ จีน อังกฤษ และดัตช์
การแผ่อิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค VOC ต้องการบังคับให้ชาวบันดาขายลูกจันทน์ให้ดัตช์เท่านั้น และในราคาที่ดัตช์กำหนด ชาวบันดาปฏิเสธ เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจของตนเอง และนั่นเป็นที่มาของการสังหารหมู่ ในปี 1621
ในปี ค.ศ. 1621 ผู้ว่าการ VOC ชื่อ Jan Pieterszoon Coen นำกองกำลังเข้าบุกหมู่เกาะบันดา ผู้นำชุมชนถูกจับ ทรมาน และประหารชีวิต ประชากรส่วนใหญ่ถูกสังหารหรือถูกขับไล่ออกไปจากเกาะ
จากประชากรราว 15,000 คน เหลือชาวบันดาพื้นเมืองเพียงไม่กี่ร้อยคนภายในเวลาอันสั้น หมู่เกาะที่เคยมีชีวิตชีวาถูกทำให้ว่างเปล่า เพื่อเปิดทางให้ระบบปลูกพืชสมัยใหม่แบบ plantation ภายใต้การควบคุมของดัตช์ขึ้นแทน
ที่ดินถูกแบ่งเป็นแปลงปลูกลูกจันทน์ ใช้แรงงานทาสจากที่อื่น ดัตช์ควบคุมการปลูก การเก็บเกี่ยว และการส่งออกอย่างเบ็ดเสร็จ ที่สำคัญ VOC ยังใช้มาตรการ ทำลายต้นลูกจันทน์ในเกาะอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งผลิตคู่แข่ง เป็นรูปแบบแรกๆของการควบคุมทรัพยากรชีวภาพอย่างเป็นระบบโดยตะวันตก
ลูกจันทน์เครื่องเทศกลิ่นหอมในครัวเรือนยุโรป มาจากการถูกสังเวยด้วยเลือดของชาวบันดา แต่เรื่องนี้แทบไม่ปรากฏในตำราประวัติศาสตร์กระแสหลัก
นี่เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพ ที่ต่อมาได้พัฒนามาเป็น ระบบเกษตรกรรมแผนใหม่ และระบบทรัพย์สินทางปัญญาในทรัพยากรชีวภาพ ที่มีเบื้องหลังคือบรรษัทยักษ์ใหญ่และประเทศมหาอำนาจ
เวลาล่วงเลยมาหลายร้อยปี แน่นอนว่ารูปแบบการผูกขาดถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ชื่อของบรรษัทและประเทศที่ตั้งมีชื่อที่แตกต่างออกไป แต่เบื้องหลังก็คือการผูกขาดดุจเดียวกัน
ที่มาของเนื้อหาสำคัญ
Giles Milton, Nathaniel’s Nutmeg; Anthony Reid, Southeast Asia in the Age of Commerce