ประเด็นเรื่องการระบุชื่อในกำหนดการ
1) กำหนดการอย่างเป็นทางการของเวทีเสวนาได้ระบุชื่อ “คุณปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี” เป็นผู้ร่วมเสวนา ทั้งที่ไม่เคยมีการประสานงานเชิญร่วมเสวนาอย่างเป็นทางการล่วงหน้า และไม่มีหมายเหตุในกำหนดการว่าอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงาน
2) การกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติที่เหมาะสมของหน่วยงานรัฐและองค์กรวิชาการต่อองค์กรภาคประชาสังคม และอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่ามูลนิธิชีววิถีได้รับเชิญและตอบรับเข้าร่วมเวทีแล้ว
เหตุผลเชิงเนื้อหาและกระบวนการเชิงนโยบาย
มูลนิธิชีววิถีเห็นว่าการเข้าร่วมเวทีในขณะที่ข้อกังวลเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจถูกใช้ตีความว่าเป็นการยอมรับประกาศฯ และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง จึงขอชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถร่วมเวทีได้ ดังนี้
1) กระบวนการก่อนออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567 ไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอ โดยผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ได้ยอมรับในเวทีสาธารณะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่าไม่ได้เชิญภาคประชาชนหรือเกษตรกรเข้าร่วม
2) หลังประกาศมีผลบังคับใช้ มูลนิธิชีววิถี สภาองค์กรของผู้บริโภค และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 เพื่อขอให้ทบทวนและเพิกถอนประกาศฉบับนี้ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับภายในกรอบเวลาที่สมควร แสดงให้เห็นถึงการเพิกเฉยต่อข้อห่วงใยของภาคประชาชน
3) เครือข่ายภาคประชาชนต้องดำเนินการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา และสภาองค์กรของผู้บริโภคได้จัดทำรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันมีผลกระทบต่อสิทธิผู้บริโภค ก่อนที่กระทรวงเกษตรฯ จะมีหนังสือตอบกลับในลักษณะคำชี้แจงยืนยันความถูกต้องของประกาศเดิม โดยไม่สะท้อนแนวโน้มของการทบทวนหรือเปิดเวทีกระบวนการมีส่วนร่วมเพิ่มเติมอย่างแท้จริง (รวมระยะเวลาในการตอบกลับ 7 เดือน 13 วัน)
ประเด็นทางวิชาการ
จากเวทีและรายงานที่สภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับนักวิชาการจัดทำ มูลนิธิชีววิถีเห็นว่าประกาศฯ ฉบับดังกล่าวมีข้อบกพร่องทางวิชาการที่สำคัญ ได้แก่
1) การกำหนดนิยามที่ไม่ชัดเจน และกรอบการกำกับดูแลขัดแย้งกับพิธีสารคาร์ตาเฮนาและหลักการระมัดระวังล่วงหน้า
2) การยืนยันความปลอดภัยของการปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมสู่สิ่งแวดล้อม โดยปราศจากระบบประเมินความเสี่ยงและการติดตามผลที่เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้
3) การขาดความพร้อมของระบบตรวจสอบและห้องปฏิบัติการในการระบุสิ่งมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเกษตรอินทรีย์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และสิทธิของผู้บริโภค รวมถึงการเปิดช่องให้เกิดการผูกขาดสิทธิบัตรในห่วงโซ่อาหาร
ประเด็นทางกฎหมายและธรรมาภิบาล
นอกจากข้อกังวลทางวิชาการแล้ว ยังมีข้อสังเกตด้านกฎหมายและธรรมาภิบาล ดังนี้
1) การตราประกาศฯ โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 ไม่สอดคล้องกับลักษณะของมาตรการที่มีผลกระทบกว้างขวางต่อระบบเกษตรกรรมและความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งควรอาศัยฐานอำนาจเฉพาะด้าน เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 13 วรรคสอง ที่กำหนดให้มีการประเมินความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสวัสดิภาพของประชาชนก่อน
2) กระบวนการดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องวิเคราะห์ความจำเป็นและผลกระทบของกฎหมาย รวมทั้งจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเปิดเผยต่อสาธารณะ
ท่าทีของมูลนิธิชีววิถีต่อการสนทนาในอนาคต
มูลนิธิชีววิถีไม่ปฏิเสธการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หากอยู่ภายใต้กรอบที่เคารพหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ หลักสิทธิผู้บริโภค หลักการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และการยึดโยงกับกฎหมายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น มูลนิธิชีววิถีจึงขอปฏิเสธการเข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ และขอยืนยันข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกเลิกประกาศฯ ฉบับปัจจุบัน เปิดกระบวนการจัดทำกติกาใหม่ที่มีการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ผู้บริโภค นักวิชาการอิสระ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ปรกชล อู๋ทรัพย์
ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี
1 ธันวาคม 2568