ตอนที่เราเล่าเรื่องประวัติยางพารา และการแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพ เราเกือบลืมเลือนคนสำคัญคนหนึ่งไปแล้ว ชายคนนั้นคือ ชิกโก้ เมนเดส (Chico Mendes) ชายผู้ทำให้โลกเห็นว่า การอนุรักษ์ป่า ไม่อาจแยกออกจาก สิทธิของคนทำงานและชุมชนท้องถิ่น

หลังจากจักรวรรดิอังกฤษลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ยางพาราออกจากบราซิลในปลายศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมยางในลุ่มน้ำแอมะซอนก็ล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ศูนย์กลางการผลิตยางโลกย้ายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บราซิลแหล่งกำเนิดยาง เหลือเพียงคนงานกรีดยางจำนวนมากที่ยังอาศัยอยู่ในป่า แต่ถูกตัดขาดจากอำนาจทางเศรษฐกิจ

คนงานเหล่านี้เรียกว่า “seringueiros” พวกเขาไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่ใช่ผู้กำหนดราคา และแทบไม่มีสิทธิทางการเมือง แต่พึ่งพาป่าแอมะซอนเพื่อการดำรงชีวิตอย่างลึกซึ้ง ป่าไม่ใช่ทรัพยากรเพื่อขาย แต่คือแหล่งอาหาร ยา ที่อยู่อาศัย และวัฒนธรรม

ชิกโก้ เมนเดส (Francisco Alves Mendes Filho, ค.ศ. 1944–1988) เกิดในรัฐ อาเคร (Acre) ทางตะวันตกของบราซิล ตั้งแต่เด็กเขาทำงานกรีดยางในป่า เรียนรู้เส้นทางต้นยาง การอยู่กับป่า และความไม่เป็นธรรมที่คนงานต้องเผชิญจากระบบเจ้าที่ดินและนายทุน

ในช่วงทศวรรษ 1960–1980 รัฐบาลบราซิลผลักดัน “การพัฒนาแอมะซอน” ผ่านการสร้างถนน ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ และการตัดไม้เชิงพาณิชย์ นโยบายเหล่านี้ทำให้ป่าถูกถางอย่างรวดเร็ว และคนงานกรีดยางถูกไล่ที่โดยไม่มีทางเลือก

ชิกโก้ เมนเดส ลุกขึ้นต่อสู้ด้วยการต่อต้านแบบไม่ใช้ความรุนแรงที่เรียกว่า empate ซึ่งคือการที่คนงานกรีดยาง ผู้หญิง และเด็ก เดินเข้าไปยืนขวางเลื่อย เครื่องจักร และคนตัดไม้ ใช้ร่างกายเป็นแนวป้องกันต้นไม้ แบบว่า “ถ้าจะตัดป่า ต้องฆ่าเราก่อน”

การต่อสู้แบบนี้ไม่เพียงหยุดการตัดไม้ชั่วคราว แต่ยังเปลี่ยนความหมายของการอนุรักษ์จาก “การกันคนออกจากป่า” เป็น “การให้คนที่อยู่กับป่ามีสิทธิ์ปกป้องป่า”

ชิกโก้ เมนเดส เชื่อมโยงการต่อสู้ของคนงานกรีดยางกับขบวนการแรงงาน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน เขาผลักดันแนวคิด Extractive Reserves หรือ “เขตสงวนเพื่อการใช้ประโยชน์” ซึ่งเป็นรูปแบบการอนุรักษ์ที่: ปกป้องป่า รับรองสิทธิชุมชน และต่อต้านการผูกขาดที่ดิน

แนวคิดนี้ท้าทายทั้งรัฐและบรรษัท เพราะมันยืนยันว่า การอนุรักษ์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากทำลายชีวิตคนจน

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1988 เราได้ข่าว่าชิกโก้ เมนเดส ถูกลอบยิงเสียชีวิตหน้าบ้านของเขาในเมือง Xapuri ผู้บงการคือเจ้าของที่ดินและฟาร์มปศุสัตว์ที่เห็นการเคลื่อนไหวของเขาเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของตน

การเสียชีวิตของเขากลายเป็นข่าวระดับโลก ทำให้สังคมนานาชาติจับตานโยบายทำลายป่าแอมะซอนของบราซิล และกดดันให้รัฐบาลยอมรับแนวคิดสิทธิชุมชนมากขึ้น โดย หลังการเสียชีวิตของเขา บราซิลจัดตั้ง Extractive Reserves หลายแห่ง ชื่อของเขาถูกใช้ตั้งเขตอนุรักษ์และสถาบันเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของ ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม

แต่การต่อสู้ยังไม่จบ ป่าแอมะซอนยังถูกคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้กลายเป็นไร่ถั่วเหลือง และข้าวโพด

นักอนุรักษ์ที่เข้มแข็งที่สุดคือเกษตรกร คนเล็กคนน้อยในท้องถิ่น เพราะเขาแลกชีวิตของเขาได้ เนื่องจากการปกป้องสิ่งแวดล้อมคือการปกป้องวิถีชีวิตของเขาเป็นสิ่งเดียวกันนั่นเอง

ที่มา