หากเคยได้ยิน “คาร์บอนเครดิต” ตอนนี้กำลังมีสิ่งที่เรียกว่า “Biodiversity Credits” หรือ “เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ”

จะว่าไปแล้วจุดเริ่มต้นของมันก็มาจากความล้มเหลวของ “ตลาดคาร์บอน” นั้นแหละ ว่าตลาดคาร์บอนไม่ได้ทำให้เกิดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจริง เพราะคาร์บอนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อม และรวมทั้งความเสื่อมน่าเชื่อถือเนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าลดการปล่อยไม่ได้จริง เกิดเครดิตปลอมๆจำนวนมาก และเอื้อต่อบรรษัทฟอสซิลและนักลงทุนมากกว่าชุมชน เป็นต้น

แต่ฐานคิดของมันก็ไม่แตกต่างกัน ก็คือการเปลี่ยนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็น ‘เครดิต’ และขายให้ใครก็ได้

โดยหลักการ Biodiversity Credits คือ “หน่วยวัด” หรือ “เครดิต” ที่ใช้แทนมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การเพิ่มจำนวนชนิดพันธุ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การปกป้องพื้นที่ความหลากหลาย (ที่จริงมีมิติเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย แต่มันจะซับซ้อนไป)

แล้วนำหน่วยนี้ไปขายให้ภาคเอกชน รัฐบาล หรือสถาบันการเงิน เพื่อ “ชดเชย” ความเสียหายจากโครงการพัฒนา หรือใช้สร้างภาพลักษณ์ คล้ายๆ แนวคิด “คาร์บอนเครดิต” แต่ย้ายสนามจากคาร์บอนไปสู่ความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางชีวภาพ “ชั่ง ตวง วัด” เป็นเครดิตได้จริงหรือ ?

หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักจาก Third World Network (TWN) และนักวิจัยอย่าง Fernanda Rojas-Marchini กับ Rosario Carmona คือ กลไก biodiversity offsets/credits มี “ข้อบกพร่องเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้ไม่สามารถปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง เช่น

  • ตัวชี้วัด (metrics) เลือกเองตามใจผู้พัฒนาโครงการ การลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพให้เหลือ “ตัวเลขเดียว” (เช่น คะแนนชนิดพันธุ์หรือดัชนีคุณภาพถิ่นที่อยู่) เป็นการบิดเบือนธรรมชาติที่ซับซ้อนมาก นักวิชาการเตือนว่า ตัวเลขเหล่านี้ออกแบบได้ตามผลประโยชน์ของผู้ลงทุน มากกว่าจะสะท้อนระบบนิเวศจริง
  • ความไม่สามารถแทนที่กันได้ (non-fungibility) เพราะระบบนิเวศที่ถูกทำลายในที่หนึ่ง ไม่สามารถ “ทดแทน” ด้วยการฟื้นฟูระบบนิเวศในอีกแห่งได้ ในบทวิเคราะห์ของหลายองค์กรและงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ว่าแนวคิด “No Net Loss” เป็น มายาคติ เพราะในทางปฏิบัติ การทำลายมักเกิดขึ้นแน่นอน แต่การ “ชดเชย” ไม่เคยเท่ากันและมักล้มเหลว
  • การกำหนดอัตราส่วนชดเชยตามอำเภอใจ (arbitrary ratios) เช่น สัดส่วน “ทำลาย 1 ฟื้นฟู 3” เหมือนที่บางองค์กรตั้งขึ้น ไม่ได้มีฐานรองรับทางวิทยาศาสตร์ที่มั่นคงแต่อย่างใด เป็นเพียงสมมุติฐานทางเทคนิคที่อิงการต่อรองและผลประโยชน์ เพราะในทางวิทยาศาสตร์และนิเวศวิทยา ไม่มีวิธีที่เที่ยงตรงในการแปลง “ชีวิตและระบบนิเวศที่หลากหลาย” ให้กลายเป็นเครดิตที่สามารถซื้อขายและชดเชยกันไปมาได้อย่างยุติธรรม

การสร้าง “อาณานิคมความหลากหลายทางชีวภาพ” โดยกลไกทางการเงิน

เครือข่ายภาคประชาชนระดับโลกหลายกลุ่ม ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านการผลักดัน biodiversity offsets/credits เช่น Global Forest Coalition, Friends of the Earth, Forest Peoples Programme, Third World Network และองค์กรภาคประชาชนอีกหลายสิบแห่ง โดยเตือนว่ากลไกนี้มีปัญหาใหญ่เชิงสิทธิและความเป็นธรรม เพราะ

  • เสี่ยงเป็นเครื่องมือ “Greenwashing” เพราะ Biodiversity Credits มีแนวโน้มถูกใช้เพื่อ ชะลอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต บริษัทและรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการทำลายป่า เหมือง เขื่อน นิคมอุตสาหกรรม แต่ประกาศซื้อเครดิตเพื่ออ้างว่า “ชดเชยแล้ว”
  • สานต่อโมเดลการสร้าง “ป้อมปราการเพื่อการอนุรักษ์” (Fortress Conservation) ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดอนุรักษ์แบบบนลงล่าง ที่กำหนดเขตอนุรักษ์โดยรัฐ หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ ขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่อยู่อาศัย ถือเป็น “neoliberal conservation” หรือการอนุรักษ์แบบเสรีนิยมใหม่ ที่นำตรรกะตลาดและการลงทุนมาปกครองธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน
  • เสี่ยงต่อการถูกแย่งยึดที่ดิน (Land Grabbing) และละเมิดสิทธิชุมชนพื้นเมือง Forest Peoples Programme และ Rainforest Foundation ชี้ให้เห็นว่า ทั้งตลาดคาร์บอนและตลาด biodiversity offsets ก่อให้เกิดกรณี “แย่งยึดป่า–แย่งยึดที่ดิน” ภายใต้ชื่อการอนุรักษ์และตลาดเครดิต ตลาดคาร์บอนและ biodiversiy offsets จำนวนมากไม่เคยพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าช่วยธรรมชาติหรือชุมชนจริง รายได้ไม่ลงไปถึงคนดูแลป่า แต่จบอยู่กับบริษัทพัฒนาโครงการ และนายหน้าทางการเงิน

การทำให้ธรรมชาติเป็นเพียงสินทรัพย์การเงิน

Vandana Shiva วิจารณ์ว่ากระบวนการดังกล่าวเป็น “การทำให้ธรรมชาติเป็นทรัพย์สิน (financialization of nature)” ซึ่งถือว่าเป็นการผลักวิกฤตสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ตรรกะตลาดการเงินอย่างสุดขั้ว เธอชี้ว่าแทนที่เราจะตั้งคำถามกับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหาร ระบบเกษตรเชิงเดี่ยว และทุนข้ามชาติ กลไกเครดิตกลับสร้าง “สกุลเงินใหม่จากธรรมชาติ” เพื่อให้ระบบเดิมสามารถดำเนินอยู่ต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง Jason Hickel และนักวิชาการด้านนิเวศวิทยาการเมือง (political ecology) จำนวนมากวิจารณ์ว่า โมเดลการอนุรักษ์แบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “neoliberal conservation” ซึ่งเปลี่ยน “ความห่วงใยต่อธรรมชาติ” ให้กลายเป็น ตรรกะของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสะสมทุน มากกว่าจะเป็นการลดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ข้อโต้แย้งจากนักวิจัยและภาคธุรกิจเอง

น่าสนใจว่า แม้แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการสร้างตลาด Biodiversity Credits เช่น รายงานเชิงธุรกิจและวิเคราะห์นโยบายบางชิ้น ก็ยอมรับปัญหาสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ 1)ยังไม่มีมาตรฐานกลางและวิธีการวัดที่เป็นที่ยอมรับ 2) ไม่ควรใช้เป็นกลไก offset เพราะธรรมชาติไม่สามารถทดแทนกันได้เหมือนคาร์บอน และ 3) กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้าง “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” ได้ เพราะธุรกิจที่อยู่ภายใต้แรงจูงใจผลกำไรไม่มีแรงจูงใจที่จะลดการผลิต–บริโภคอย่างแท้จริง โดยนักวิชาการบางคนยอมรับว่า Biodiversity Credits อาจมีบทบาท “เฉพาะมากๆ” ในการสนับสนุนโครงการฟื้นฟูที่ชุมชนเห็นชอบและมีการกำกับที่เข้มแข็ง แต่ ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้โครงการทำลายธรรมชาติสามารถเดินหน้ากิจการต่อไปได้

อะไรคือทางเลือก ?

Biodiversity Credits ไม่ได้เกิดเพราะประชาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องการมัน แต่เพราะตลาดต้องการเครื่องมือใหม่ๆในช่วงที่ระบบนิเวศกำลังวิกฤต มันไม่ได้เกิดจากคำถามว่า “เราจะปกป้องธรรมชาติอย่างไร?” แต่เกิดจากคำถามแบบตลาดว่า “เราจะทำเงินจากการอนุรักษ์อย่างไร?”

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องกลับไปสู่ปัญหาที่ถูกก่อขึ้น วิธีการแก้ปัญหาจึงอยู่ที่ 1) มุ่งไปที่การลดการทำลายที่ต้นเหตุ 2) สนับสนุนการอนุรักษ์ที่นำโดยชุมชนท้องถิ่นและชุมชนพื้นเมือง 3) ใช้กฎหมายและนโยบายเชิงโครงสร้าง มากกว่านำกลไกตลาดล้วนๆมาใช้ เป็นแนวทางสำคัญ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ที่มา