ในช่วงนี้นั้น มีความเคลื่อนไหวเงียบๆของกลุ่มบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการแสวงหากำไรของพวกเขา

เราขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับแนวทางคู่ขนาน เกี่ยวกับสิทธิในทรัพยากรชีวภาพ: ระหว่างทรัพย์สินทางปัญญาที่ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมและการค้ากับสิทธิร่วมของชุมชน ที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน

การกำเนิดของระบบทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องพันธุ์พืชเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1961 เมื่อมีการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ซึ่งรับรองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ในการควบคุมการใช้พันธุ์พืชที่ตนพัฒนาขึ้น ระบบนี้ แม้จะไม่ใช่สิทธิบัตรโดยตรง แต่ก็เป็นกลไกแรกที่เปลี่ยนพันธุ์พืชให้กลายเป็นทรัพย์สินของบุคคล

ในปี ค.ศ.1980 คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาในคดี Diamond v. Chakrabarty ได้เปิดทางให้สิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมโดยมนุษย์สามารถจดสิทธิบัตรได้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสิทธิในทรัพยากรชีวภาพ เพราะเป็นครั้งแรกที่ชีวิตในระดับจุลชีพถูกกฎหมายยอมรับให้เป็นทรัพย์สินทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ

จากนั้น UPOV ฉบับ 1991 ได้ขยายอำนาจของเจ้าของพันธุ์พืชไปไกลยิ่งกว่าเดิม โดยห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกไว้ใช้ในฤดูถัดไป เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากบริษัทเมล็ดพันธุ์เป็นต้น

อนุสัญญาเกี่ยวกับพันธุ์พืชใหม่ ถูกผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานสากลผ่านข้อตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2000 ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืชหรือสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต

สิทธิร่วมของชุมชน: การต่อต้านที่มีรากฐานจากท้องถิ่น

ในอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ แนวคิดเรื่อง “ทรัพยากรชีวภาพเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ” ได้ปรากฏขึ้นในปี 1959 ผ่านข้อเสนอของนักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมในเวทีของ FAO ที่เรียกร้องให้มีการจัดการทรัพยากรพันธุกรรมในฐานะมรดกร่วม ไม่ใช่ทรัพย์สินของใครคนใดคนหนึ่ง

แนวคิดนี้ได้รับการผลักดันต่อเนื่องจนกลายเป็นหลักการสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ในปี 1992 ซึ่งรับรองอธิปไตยของรัฐเหนือทรัพยากรชีวภาพในอาณาเขตของตน และกำหนดหลักการ “การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์” (Access and Benefit-Sharing – ABS) ที่เน้นการได้รับความยินยอมจากชุมชนเจ้าของทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาดั้งเดิม

ต่อมาในปี 2001 สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและเกษตร (ITPGRFA) ได้เสริมสร้างระบบการแบ่งปันทรัพยากรแบบพหุภาคี (multilateral system) ซึ่งมุ่งรักษาความเป็นธรรมและเปิดกว้างในการใช้พันธุกรรมพืชที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

ประเทศไทยแม้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก แต่ปฏิเสธที่จะเดินตามกฎหมาย UPOV1991 จึงออกแบบกฎหมายภายใน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยผสมผสานโมเดลผสมระหว่าง UPOV 1978 กับ CBD กล่าวคือในด้านหนึ่งให้การรับรองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ แต่มีกลไกการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรไปพร้อมกัน จนปัจจุบันกฏหมายฉบับนี้เป็นแม่แบบของหลายประเทศ

แน่นอนว่า โมเดลกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นที่ปรารถนาของบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ มีความพยายามในการแก้และฉีกทิ้งกฎหมายนี้หลายครั้ง ทั้งโดยหน่วยงานราชการเอง และผ่านการเจรจา FTA

แนวทางสำคัญที่เป็นบทวิเคราาะห์เพื่อให้เกิดการคุ้มครองเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างทั้งในด้านแนวทาง กระบวนการและผลลัพธ์

อีกไม่นานเราจะเห็นการเคลื่อนไหวนี้อีกครั้ง ซึ่งเราจะไม่ยอมหยุดนิ่งปล่อยให้กติกาของประเทศและของโลกอยู่ภายใต้การกำหนดของบรรษัทแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะทรัพยากรชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ นั้นเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อเกษตรกรรม อาหาร และวิถีชีวิตของเราทุกคน