เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ที่ผ่านมา มีการประชุมสำคัญ 2 เวทีที่กัวลาลัมเปอร์ คือ ASEAN Regional Forum (ARF) เวทีรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียน + คู่เจรจา มีผู้เข้าร่วม 26 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ และ East Asia Summit (EAS) การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก มีสมาชิก 18 ประเทศ รวมทั้งอาเซียน + ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐฯ แต่ทั้งสองเวทีต่างหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงสงครามการค้าและภาษีทรัมป์โดยตรง

รายงานของ Japan Times โดย โดย Gabriel Dominguez และ Jesse Johnson วันนี้ (12/7/25) ระบุว่า ไม่มีรายงานว่าเกิดการพูดถึงเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แม้แต่ครั้งเดียว ทั้งนี้อ้างอิงจากเอกสารสรุปผลการประชุมที่จัดทำโดยเจ้าภาพมาเลเซียในวันเดียวกัน

ตามเอกสารของ EAS ระบุว่า บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศ “แสดงการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือเชิงลึกในทุกเสาหลักของ EAS และเรียกร้องให้ยังคงให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม”

เวที EAS ซึ่งก่อตั้งในปี 2005 และประกอบด้วยสมาชิก 18 ประเทศ ถือว่าเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตามความเห็นของประธานการประชุมจากมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี แม้ที่ประชุมจะระบุว่าเป็นเวทีสำหรับ “การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เร่งด่วน” การที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องการค้าเลย โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กลับกลายเป็นสิ่งที่โดดเด่นและน่าจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่าประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ เริ่มมองหาแนวทางกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพื่อลดผลกระทบจาก “พายุภาษีของสหรัฐฯ”

เวที EAS ซึ่งรวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพันธมิตรสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ แคนาดา รัสเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และอินเดีย รวมกันคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก โดยมี GDP รวมประมาณ 68 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย นายโมฮาหมัด ฮัสซัน ระบุ

ประเด็นภาษียังไม่ปรากฏในรายงานสรุปของการประชุม ARF ซึ่งมีสมาชิก 26 ประเทศ และโดยทั่วไปจะเน้นเรื่องการเมืองและความมั่นคงเป็นหลัก

ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการพูดถึงเรื่องภาษีในแถลงการณ์สรุปสุดท้ายของประธานการประชุมหรือไม่

การประชุมเหล่านี้จัดขึ้นในวันที่สองของการพบปะระหว่างอาเซียนและประเทศคู่ค้า/คู่ความร่วมมือสำคัญ ในวันแรก มีการประชุมแบบทวิภาคีระหว่างจีนและสหรัฐฯ กับสมาชิกอาเซียนแยกกัน โดยทั้งสองประเทศพยายามสร้างแรงสนับสนุนจากกลุ่มอาเซียน

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทรัมป์ยังคงส่งจดหมายแจ้งประเทศต่าง ๆ ว่า สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าระลอกใหม่ในวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งหากดำเนินการจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกจำนวนมาก โดยเฉพาะในเอเชีย

ทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้าแบบฝ่ายเดียวสูงถึง 25%–40% กับ 6 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภาษี 25% กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดย เวียดนามสามารถเจรจาลดอัตราภาษีจาก 46% เหลือ 20% ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีการขู่เรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% ต่อประเทศที่อยู่ในกลุ่ม BRICS หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ดังกล่าว อินโดนีเซียเป็นสมาชิกเต็มของ BRICS ขณะที่มาเลเซีย ไทย และเวียดนามเป็นประเทศหุ้นส่วน

ต่างจากเวที EAS และ ARF ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อวันศุกร์ ซึ่งไม่มีสหรัฐฯ เข้าร่วม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้แสดงความวิตกกังวลต่อภาวะตึงเครียดทางการค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการดำเนินการฝ่ายเดียวในเรื่องภาษี

ในแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนจากการประชุมก่อนหน้านั้น แม้จะไม่ได้ระบุชื่อสหรัฐฯ โดยตรง แต่ก็ระบุว่า “มาตรการภาษีแบบฝ่ายเดียวอาจส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจโลก และก่อให้เกิดความท้าทายเชิงซับซ้อนต่อเสถียรภาพและการเติบโตของอาเซียน”

“เราย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าเสรีที่มีความคาดการณ์ได้ โปร่งใส มีส่วนร่วม ยุติธรรม ยั่งยืน และยึดหลักกฎเกณฑ์ โดยมี WTO เป็นศูนย์กลาง” แถลงการณ์ระบุ “เรายืนยันที่จะร่วมมือเชิงสร้างสรรค์กับทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้”

มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนเอเชียเป็นครั้งแรกในบทบาทนี้ ระบุว่า การเยือนของเขามุ่งแสดงให้เห็นว่า “ภูมิภาคนี้ยังคงเป็นจุดสนใจหลักของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ” และย้ำว่า “วอชิงตันยังคงมุ่งมั่นอย่างยิ่ง”

เมื่อถูกถามว่ากังวลหรือไม่ว่ามาตรการภาษีจะผลักดันประเทศอาเซียนให้ใกล้ชิดจีนมากขึ้น รูบิโอตอบว่า:

“ไม่เลย ผมไม่กังวล”
“นั่นจะไม่เกิดขึ้น เพราะภาษีเหล่านี้เป็นมาตรการระดับโลก ไม่ได้พุ่งเป้าเฉพาะประเทศหรือภูมิภาคใด”

ในการปกป้องนโยบายของประธานาธิบดี ทรัมป์ รูบิโอกล่าวว่า

“เราขาดดุลการค้ากับหลายประเทศในระดับที่รับไม่ไหว และเราจำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้”
เมื่อถูกถามว่าการเรียกเก็บภาษีครั้งนี้อาจเปิดช่องให้จีนกลายเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพแทนที่สหรัฐฯ หรือไม่ เขาตอบว่า:
“เราไม่ได้มองว่ามันเป็นโอกาสของใคร เรามองว่านี่คือโอกาสในการปรับสมดุลการค้าโลกให้เป็นธรรมต่อชาวอเมริกัน หลังจากหลายทศวรรษของความไม่เป็นธรรม”
“ผมคิดว่าประเทศต่าง ๆ เข้าใจเรื่องนี้ดี” เขากล่าวเสริม

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ ซึ่งเข้าร่วมประชุม ARF เช่นกัน ได้แสดงท่าทีตรงข้าม โดยพยายามเสนอภาพลักษณ์จีนในฐานะ “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุด” ของอาเซียน พร้อมเน้นย้ำความร่วมมือแบบ “วิน-วิน” และแผนสร้างเครือข่ายการค้าเสรีระดับสูง โดยเฉพาะผ่านโครงการ Belt and Road

จีนและอาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้สรุปการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน คาดว่าจะลงนามได้ภายในสิ้นปีนี้

อาเซียนมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศสมาชิกในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยประชากรเกือบ 700 ล้านคน อาเซียนเป็น เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 5 ของโลก และยังคงรักษาจุดยืน ไม่เลือกข้าง ในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ในขณะเดียวกัน รายงานข่าวจากสื่อตะวันตกระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ลดความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน แลกกับ การลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้า จากฝั่งอเมริกา โดยอาจรวมถึงข้อเสนอให้ประเทศเหล่านี้ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน หรือปฏิเสธสินค้าส่วนเกินจากจีน

จีนได้เตือนประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจนว่า ไม่ควรทำข้อตกลงใด ๆ กับสหรัฐฯ ที่ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของจีน

ความตึงเครียดทางการค้าและการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของโลก ทำให้หลายประเทศทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาเริ่มกระจายความสัมพันธ์ทางการค้า

ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา Anita Anand ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า แคนาดาตั้งเป้าจะลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียน “โดยเร็วที่สุด” เพื่อ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขู่จะเก็บภาษี 35% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

นอกจากนี้ สภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ยังได้เริ่มเจรจากับอาเซียนเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ และมีแผนเปิดเวทีความร่วมมือใหม่กับจีน ซึ่งอาจเป็นต้นแบบสำหรับการรวมกลุ่มเศรษฐกิจทางเลือกของประเทศใน “โลกใต้” (Global South)

ที่มา