รัฐบาลประเทศคู่ค้าในเอเชียของสหรัฐฯ แสดงความผิดหวังและตกตะลึงต่อการเคลื่อนไหวล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าในวันที่ 1 สิงหาคม เว้นแต่จะมีความคืบหน้าในการทำข้อตกลงการค้า แม้ก่อนหน้านี้หลายประเทศจะพยายามเจรจาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
“ถ้าจะอธิบายความรู้สึกของพวกเราในตอนนี้ สามคำคือ ตกตะลึง ผิดหวัง และโกรธเกรี้ยว” อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ส่งจดหมายเตือนภาษีไปยังรัฐบาลต่างประเทศ 14 ประเทศ โดย 10 ประเทศอยู่ในเอเชีย โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้หลายประเทศรับรู้ข่าวนี้กลางดึก ขณะที่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กำลังจะจัดขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในปลายสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มจะถูกบดบังด้วยบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร ท่ามกลางการเข้าร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ
“เราไม่รู้เลยว่าเขาส่งอะไร ส่งให้ใคร หรือส่งอย่างไร” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจากประเทศที่ได้รับจดหมายเผย
แม้ทำเนียบขาวจะออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าละเลยมารยาททางการทูต โดยอ้างว่าพยายามแจ้งเตือนผ่านช่องทางการทูตอย่างเหมาะสมแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ในเอเชียจำนวนหนึ่งเตือนว่าการกระทำที่ขาดความสุภาพทางการทูตเช่นนี้อาจบั่นทอนความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับภูมิภาคนี้
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอาเซียน สกอตต์ มาร์เซียล ให้ความเห็นว่า “แม้ในห้องประชุมจะมีรอยยิ้มตามธรรมเนียมอาเซียน แต่ในการพูดคุยทวิภาคีจะมีข้อความที่หนักแน่นกว่าว่า สหรัฐกำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้ภูมิภาคนี้”
ขณะที่จีนฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยแสดงท่าทีพร้อมกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรู้สึกไม่มั่นคงจากท่าทีของทรัมป์ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนต้องการร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค “เพื่อปกป้องการค้าเสรีและระบบพหุภาคี”
“ผมมั่นใจว่าภาษีของทรัมป์จะผลักประเทศเหล่านี้เข้าใกล้จีนมากขึ้น” อดีตเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกล่าว “ในทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีนี้คือของขวัญชิ้นโตให้กับจีน”
รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความไม่พอใจอย่างมาก หลังเจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวคนหนึ่งกล่าวหาว่าญี่ปุ่น “ไม่ได้แสดงความร่วมมืออย่างจริงจัง” ในการเจรจา โดยอดีตรัฐมนตรีญี่ปุ่นย้ำว่า “รัฐมนตรีการค้าของเราบินไปวอชิงตันเกือบทุกสัปดาห์ นี่คือการมีส่วนร่วมเต็มที่ การที่เราไม่ตอบตกลงทันทีไม่ได้แปลว่าเราไม่ร่วมมือ”
ในขณะที่เจ้าหน้าที่บางประเทศในเอเชียอาจมองว่าการขู่ขึ้นภาษีล่าสุดเป็นเพียง “การแสดงทางการเมืองแบบทรัมป์” และอีกบางประเทศถือว่าเป็นโอกาสขยายเวลาเจรจาออกไปอีก 3 สัปดาห์ แต่เกือบทั้งหมดปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลของตน “ไม่เอาจริง”
ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีการพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทรัมป์อย่างสม่ำเสมอ แต่การเจรจายังสะดุดอยู่ที่ข้อเรียกร้องจากสหรัฐให้เพิ่มงบประมาณทางทหาร และเปิดตลาดนำเข้ารถยนต์จากอเมริกา
ประเทศที่เล็กกว่าอย่างมาเลเซียและไทย พยายามยื่นข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ชัดเจน
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กษิต ภิรมย์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่ควรมานั่งเสียใจกับพฤติกรรมเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ ถึงเวลาที่เราต้องหันมาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง อาจต้องลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ”
ทรัมป์ยังคงยืนยันท่าทีแข็งกร้าว โดยกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า “ประเทศเหล่านี้ปฏิบัติต่อเราร้ายแรงกว่าที่ผมปฏิบัติต่อพวกเขาเสียอีก”
เบื้องหลังจดหมายภาษี: สหรัฐใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบีบตัดสัมพันธ์จีน
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า การส่งจดหมายภาษีครั้งนี้ เป็นวิธีเรียกร้องให้ประเทศเป้าหมายมีส่วนร่วมมากขึ้น และเน้นย้ำว่า “เรามีอำนาจต่อรองอยู่ในมือ” โดยเฉพาะกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่ง “ยังไม่ยื่นข้อเสนอที่จริงจัง”
ในข้อตกลงเบื้องต้นกับเวียดนาม ซึ่งทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐจะเก็บภาษี 40% สำหรับสินค้าที่ถูกส่งจากเวียดนามแต่ไม่ได้ผลิตในประเทศนั้น พร้อมกำหนดกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อควบคุมการเลี่ยงภาษีจากสินค้าจีน
ข้อเสนอดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในจีน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ออกแถลงการณ์ว่า “คัดค้านอย่างสิ้นเชิงต่อข้อตกลงใด ๆ ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของจีน” และเรียกร้องให้ทุกฝ่าย “ยืนหยัดอยู่บนความยุติธรรม และหลักการของระบบการค้าพหุภาคี”
จีนมองว่าความพยายามของทรัมป์ในการ “ปิดล้อมเศรษฐกิจจีน” ทำให้ประเทศในเอเชียอยู่ในจุดลำบาก โดยเฉพาะเมื่อการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนในปี 2024 มีมูลค่าสูงถึงกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าการค้ากับสหรัฐถึงสองเท่า
ขณะที่สหรัฐกดดันให้ประเทศในภูมิภาคห้ามจีนใช้เป็นทางผ่านสินค้าไปยังตะวันตก และร่วมกับวอชิงตันควบคุมบริษัทจีนที่พยายามหลบเลี่ยงภาษี
คำถามสุดท้าย: คุ้มค่าหรือไม่กับการหันหลังให้จีนเพื่อข้อตกลงที่ยังไม่แน่นอนกับสหรัฐ?
“สิ่งที่ทรัมป์ทำคือเสริมความน่าเชื่อถือให้กับคำกล่าวหาของจีนที่ว่า ‘อเมริกาไว้ใจไม่ได้ อเมริกาอยู่ไกลเกินไป แต่เราคือเพื่อนบ้านที่พร้อมเปิดตลาดให้’” เดเร็ก มิตเชลล์ อดีตทูตสหรัฐประจำเมียนมา กล่าว
แม้ญี่ปุ่นจะเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาของสหรัฐและมีเศรษฐกิจเป็นอิสระจากจีนมากกว่าประเทศอาเซียนอื่น ๆ แต่ท่าทีของทรัมป์กลับสร้างความสั่นคลอนให้กับความร่วมมือระหว่างโตเกียวและวอชิงตัน
ในวันอังคาร นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ของญี่ปุ่นเรียกจดหมายภาษีของทรัมป์ว่า “น่าเสียใจอย่างยิ่ง” ขณะที่รัฐมนตรีการค้า เรียวเซ อาคาซาวะ สนทนากับรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐเป็นเวลา 40 นาที โดยญี่ปุ่นให้ข้อมูลว่า “เป็นการหารือที่เปิดเผยและลึกซึ้ง”
อดีตเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า ญี่ปุ่นอาจต้องทบทวนข้อตกลงในสมัยรัฐบาลทรัมป์ครั้งแรก ที่ยอมลดภาษีนำเข้าวัว หมู และสินค้าเกษตรจากสหรัฐ
“ยุโรป แคนาดา และจีน ขู่จะตอบโต้ภาษีสหรัฐ ขณะที่เรานิ่งเฉย” เขากล่าว “บางทีเราอาจสุภาพเกินไป ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนภาษาทางการทูตมาเป็นการใช้ ‘อำนาจต่อรอง’ แทน”