ข้อตกลงระหว่างเวียดนาม-สหรัฐฯ ซึ่งประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีความหมายความว่า สินค้าส่งออกจากเวียดนามไปยังสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีที่อัตรา 20% — ต่ำกว่าอัตราภาษีตอบโต้ 46% ที่ประกาศในเดือนเมษายน แต่เป็นสองเท่าของภาษีสากล 10% ของทรัมป์ แต่สินค้าที่ถูกพิจารณาว่าเป็น “การส่งผ่าน (transshipped)” จะถูกเก็บภาษีที่ 40% — ซึ่งเป็นนโยบายที่ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่จีน ที่เคยใช้วิธีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ
Transshipping หมายถึงการถ่ายสินค้าจากเรือหนึ่งไปยังอีกเรือลำหนึ่งระหว่างทางไปยังประเทศปลายทาง และมักถูกใช้เพื่ออำพรางประเทศต้นทางของสินค้า เพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าโดยผิดกฎหมาย
ใจกลางของข้อตกลงนี้ ระหว่างทรัมป์กับเวียดนาม และกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่อื่น ๆ คือความพยายามในการต่อต้านสิ่งที่ทรัมป์มองว่าเป็น แนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน
ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาการค้าของทรัมป์ เรียกเวียดนามว่า “แทบจะเป็นอาณานิคมของจีนคอมมิวนิสต์” ในบทสัมภาษณ์ทาง Fox News เมื่อเดือนเมษายน ขณะอธิบายว่าอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงการส่งผ่านสินค้าจากจีน เป็นสาเหตุของการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างไร นาวาร์โร กล่าวว่า “เวียดนามขายของให้เรา 15 ดอลลาร์ ต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่เราขายให้พวกเขา และประมาณ 5 ดอลลาร์ในนั้นก็คือสินค้าจากจีนที่เข้าสู่เวียดนาม แล้วแปะฉลากว่า ‘ผลิตในเวียดนาม’ แล้วส่งกลับมาที่นี่เพื่อเลี่ยงภาษี” เขากล่าว
อัตราภาษีในระดับสูง สำหรับการส่งผ่าน (transshipment) จะส่งผลต่อ สินค้าที่มีชิ้นส่วนจากประเทศอื่น เช่น จีน แต่ส่งออกมายังสหรัฐฯ ผ่านเวียดนาม จีนจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบจำนวนมากให้กับเวียดนามและประเทศในเอเชียอื่น ๆ ซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตสินค้าแปรรูป แต่จีนก็ยังส่งออกสินค้าที่เกือบเสร็จสมบูรณ์บางรายการผ่านเวียดนาม หรือประกอบขั้นสุดท้ายเพียงเล็กน้อยในเวียดนามโดย เปลี่ยนแปลงประเทศต้นทางอย่างผิดกฎหมาย
ปีที่แล้ว เวียดนามเป็นประเทศส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 6 โดยมีมูลค่าเกือบ $137 พันล้านดอลลาร์ และมียอดเกินดุลการค้า $124 พันล้านดอลลาร์ กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและเม็กซิโก สัดส่วนการนำเข้าของเวียดนามในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงวาระแรกของทรัมป์ เมื่อความตึงเครียดทางการค้ากับจีนทำให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เจ้าหน้าที่เวียดนามได้เจรจากับฝ่ายบริหารของทรัมป์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ และได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อซื้อสินค้าสหรัฐฯเพิ่มเติม ก่อนข้อตกลงการค้าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เช่น เครื่องบิน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเกษตร และเวียดนามยังสนับสนุนโครงการรีสอร์ทหรูและสนามกอล์ฟของ Trump Organization มูลค่า $1.5 พันล้าน ใกล้กรุงฮานอย
เวียดนามยังให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการฉ้อโกงและการส่งสินค้าผ่านอย่างไม่ถูกต้องจากจีน ซึ่งประเทศอื่นๆ เช่น ไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ก็จะถูกดำเนินการแบบเดียวกับจีน ดังที่ทีมเศรษฐกิจของประเทศไทยและที่ปรึกษาหลายท่านได้เคยประกาศก่อนหน้านี้แล้ว
ปัญหาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้จีนส่งสินค้าของตนผ่านประเทศอื่น ๆ (rerouting hubs) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย จากสถิติสหรัฐพบว่าการส่งออกของประเทศเหล่านี้ไปยังสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างผิดสังเกต ก่อนการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม แม้ว่าการส่งออกโดยตรงจากจีนไปยังสหรัฐฯจะลดลงก็ตาม
จีนมองว่าข้อตกลงระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ เป็นการโจมตีผลประโยชน์ของตน Rana Sajedi นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Bloomberg Economics ระบุว่า “ปักกิ่งแสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะตอบโต้ข้อตกลงที่กระทบผลประโยชน์ของจีน และการที่เวียดนามยอมรับภาษีที่สูงขึ้นกับสินค้าที่ ‘ส่งผ่าน’ อาจเข้าข่ายนั้น”
จีนประกาศว่าจะตอบโต้ หากผลประโยชน์ของตนได้รับความเสียหายจากข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ–เวียดนาม “เรายินดีที่ทุกฝ่ายพยายามแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการเจรจาอย่างเท่าเทียม แต่เราคัดค้านอย่างเด็ดขาดหากฝ่ายใดทำข้อตกลงโดยแลกกับผลประโยชน์ของจีน” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน เหอ ยงเฉียน (He Yongqian) กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี โดยเน้นย้ำคำเตือนก่อนหน้านี้ที่ไม่ให้ประเทศต่างๆ ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยผลักจีนออกไป
“หากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จีนจะตอบโต้เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนอย่างเด็ดขาด”
ความตกลงระหว่างเวียดนามกับสหรัฐที่ทรัมป์ประกาศความสำเร็จนั้น อาจยังไม่จบ เพราะทั้งเวียดนามและจีนอาจมีเรื่องต้องเคลียร์กันต่อและสหรัฐก็จะเฝ้าจับตาปฏิกริยาอย่างใกล้ชิด น่าสนใจว่าจีนจะมีปฏิกริยาเช่นไร กับผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐก็จะใช้โมเดลความตกลงแบบเดียวกันกับเวียดนามมาใช้กับประเทศไทย